ทำไมที่อเมริกากีฬาเบสบอลถึงเป็นที่นิยมกว่าฟุตบอล

ฟุตบอลได้ชื่อว่าเป็นกีฬาที่มีคนนิยมติดตามมากที่สุดในโลก และที่จริงแล้วมหกรรมฟุตบอลโลกเวิลด์คัพที่มี 4 ปีครั้ง เป็นกีฬาที่ได้ชื่อว่ายอดติดตามชมการถ่ายทอดสดพุ่งสูงและทะลุจุดแตกทุกครั้ง ยิ่งกว่าการถ่ายทอดสดกีฬาไหน ๆ ในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ด้วยซ้ำ เหมือน ๆ กับว่ากีฬาฟุตบอลน่าจะเป็นเรื่องอันดับหนึ่งเวลาสนทนาเรื่องกีฬา หรือ มีการให้ข่าวให้เรื่องราวบนสื่อทีวี หนังสือพิมพ์ และอื่น ๆ ในทุกประเทศก็ว่าได้ แต่กลับไม่ใช่อย่างนั้นกับประเทศมหาอำนาจโลก อย่างอเมริกา ทำไมจึงเป็นแบบนั้น แล้วกีฬาที่เป็นอันดับหนึ่งคืออะไร วันนี้เรามาหาคำตอบกัน

เบสบอลกีฬาหมายเลขหนึ่งของมะกัน

ใช่แล้วกีฬาหมายเลขหนึ่งของประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ใช่กีฬาอื่นใดเลยนอกจากเบสบอล กีฬาที่เล่นเป็นทีม แต่ไม่ค่อยเหมือนเป็นทีม ที่มีการตีลูกบอลกลม ๆ เล็ก ๆ ด้วยไม้แบทที่รู้จักกันดี แล้วมีคนขว้าง คนรับประจำตามเบสต่าง ๆ พลางร้องโฮมรัน เมื่อตีได้อย่างยอดเยี่ยมแม่นยำ ซึ่งเมื่อพูดกับแฟนบอลชาวไทย ร้อยทั้งร้อย เกือบทั้งหมดมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น่าเบื่ออย่างหาที่ติไม่ได้ หรือไม่ก็เล่นกันได้อย่างไรไม่หลับหรือ แต่สำหรับชาวมะกันนั้น นี่เป็นกีฬายอดฮิตมานานนับทศวรรษ มีทั้งลีกเบสบอลอาชีพ และการแข่งขันคัดตัวตั้งแต่เยาวชน พร้อมกับสปอนเซอร์ทีมเจ้าใหญ่ ที่ให้เงินซื้อตัวผู้เล่นมากมายไม่ต่างจากฟุตบอลในประเทศอื่นเลย ที่สำคัญนี่คือกีฬาที่คนเล่นกันเป็นอดิเรกมากที่สุดในประเทศ ตามตัวเลขสถิติตั้งแต่ปี 2002 – 2018 คือ 31% วัดจากคน 10 ล้านคนในประเทศ ส่วนฟุตบอลมีคนเล่นเพียง 15% เท่านั้น เรียกได้ว่าน้อยกว่ากันครึ่งนึงเลยทีเดียว

เปรียบเทียบระหว่างฟุตบอล กับ เบสบอล

อย่างไรก็ตาม  หากได้มีการเปรียบเทียบ การเล่นกีฬาระหว่าง 2 ชนิดนี้แล้ว คงจะเห็นจุดแตกต่างกันมากตั้งแต่มุมมองของผู้คนและสังคมทีเดียว เช่น เบสบอลนั้นเป็นกีฬาที่สามารถเริ่มเล่นได้โดยที่ไม่ต้องไปนอกบ้านหรือมีบริเวณเพื่อเล่นกับทีมด้วยซ้ำ ดังที่จะเห็นพ่อลูกรับส่งตีบอลกันหน้าบ้านแทบทุกหลัง หรือในทีวี พอเด็กโตมาก็ไม่ต้องวิ่งเข้าเก็บตัวกับสโมสรฟุตบอลเหมือนในยุโรปที่ต้องทิ้งการเรียนไปด้วย แต่มีการสนับสนุนให้เล่นและมีทุนกับแมวมองไปทั่วในโรงเรียนม.ปลายด้วยเลย เท่านั้นไม่พอ เมื่อเข้าสู่การเล่นฟุตบอลยามโตขึ้นมาก็ยังมีสโมสรดัง ๆ มาทาบทามตัว และเสนอค่าเหนื่อยล่อใจ ระดับใหญ่ไม่ต่างกับทีมฟุตบอลทั่วไปในโลกเลย แถมยังมีอัตราการแข่งขันของดาวรุ่งไม่มากเท่ากับฟุตบอลด้วย ที่จะมีเด็กมาจากทั่วทุกทิศเพื่อแย่งชิงตำแหน่งกัน และที่สำคัญยามเล่นฟุตบอลมีความซับซ้อนต้องปรับตัวกับทีมและแทคติคกับแฟนบอลและวัฒนธรรมมากมายให้ปวดหัวด้วย

สรุปแล้ว  เราก็คงเริ่มเข้าใจชาวอเมริกันแล้วว่า ทำไมพวกเค้าถึงรักกีฬาที่เรียกว่าเบสบอลขนาดนี้ และฟุตบอลก็คงต้องเป็นอะไรที่ใช้เวลาให้ลีกประสบความสำเร็จก่อน จึงจะตามหลังเบสบอลได้ทันในอนาคต

 

ลูก้า โมดริช นักเตะผู้ได้รางวัลลูกฟุตบอลทองคำคนล่าสุด?

ลูกฟุตบอลทองคำของปี 2018 ล่าสุดนี้ ได้รับการประกาศมาแล้ว และผู้ชนะล่าสุดคือ ลูก้า โมดริช แห่งทีมราชันชุดขาว เรอัล มาดริด เราขอร่วมแสดงความยินดีกับโมดริช มา ณ ที่นี้ด้วย แต่ช้าก่อนมหกรรมแห่งการแสดงความยินดีไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ รางวัลที่ 2 ที่เค้าได้รับอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้เช่นกัน นั่นคือ รางวัลรองเท้าทองคำ ซึ่งเค้าได้เฉือนเอาชนะ แคนดิเดตมากมายไม่ว่าจะเป็น เอเดน อาซาร์ หรือ อองตวน กริซมันน์ และ คนอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ทำไมนักเตะที่อายุอานามปาเข้าไปตั้ง 32 ปี คนนี้ถึงได้รางวัลสำคัญ ๆ ของวงการฟุตบอลพร้อมกันซะขนาดนี้ วันนี้ให้เราตามไปดูชิวิตของเค้าสักหน่อย

ความสำเร็จในชีวิตนักเตะ

ไม่เพียงสองรางวัลที่กล่าวไป โมดริช ยังได้ถือว่าเป็นนักเตะคนพิเศษ ในโอกาสนี้ซึ่งประสบความสำเร็จในชีวิตนักเตะแบบที่คนอื่นทำไม่ได้ง่าย ๆ เพราะว่าเค้าเป็นนักเตะคนที่ 2 เท่านั้นในโลก ที่ได้รางวัล ลูกบอลทองคำ ที่กล่าวไปแล้ว ซึ่งเป็นรางวัลที่ให้กับนักเตะ ทุก ๆ 4 ปีครั้ง เมื่อบอลโลกจบลง และเค้าได้จากฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดนี้ที่ประเทศรัสเซีย 2018 และในปีเดียวกัน ก็ได้รางวัลรองเท้าทองคำที่ฟีฟ่าจะมอบให้นักเตะคนหนึ่งทีมีฝีเท้าและเล่นดีที่สุด ทุก ๆ ปี ดังนั้น ก่อนหน้านี้มีเพียงโรนัลโด้ โล้นทองคำจากบราซิลเท่านั้น ที่ไม่บังเอิญได้รางวัลแรกในปี 1998 เมื่อเค้าเป็นรองแชมป์โลกที่ฝรั่งเศษ และปีนั้นด้วยที่ฟีฟ่ามามอบรางวัลให้เค้าซ้ำเช่นกัน โมดริชจึงถือว่าเป็นนักเตะที่ไม่ธรรมดา ต้องขอบคุณความสำเร็จที่เค้าได้อย่างดีตลอดฤดูกาลในลาลีกากับราชันชุดขาว และการพาทีมชาติรองคว้าแชมป์โลกที่รัสเซียปีนี้นั่นเอง

ชีวิตในด้านมนุษย์ของเค้า

โมดริชไม่ใช่มีฝีเท้าที่น่าสนใจอย่างเดียว แต่ชีวิตของเค้าก็น่าทึ่งไม่น้อยเช่นกัน ตั้งแต่อายุ 6 ขวบเค้าเสียปู่ไปที่ค้ายผู้ลี้ภัยชาวเซิร์บและต้องกลายมาเป็นผู้ลี้ภัยอพยพข้ามชาติ ต้องใช้ชีวิตแบบเสี่ยงอันตราย วิ่งหลบกระสุน และระเบิดที่เขตสงครามสาดใส่กันเป็นว่าเล่น เท่านั้นไม่พอ เมื่อเริ่มหัดเล่นฟุตบอลในสโมสรท้องถิ่นตอนเด็ก ๆ ก็โดนโค้ชของเค้าดูถูกว่า เด็กคนนี้ขี้อาย และอ่อนแอ ปวกเปียก ผอมเกินไปที่จะเล่นฟุตบอล แต่นั่นไม่ได้ทำให้เค้าหยุดเล่น และพยายามฝึกฝนต่อไป จนกระทั่งค่อย ๆ ไต่เต้ามาเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียง และค่อย ๆ ปรับเวทีของตัวเองใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในโลก จากในอังกฤษกับไก่เดือยทอง และย้ายไปอยู่เสปนกับยอดทีมในทีสุด และถึงแม้ว่าเค้าจะถึงจุดสูงสุด ได้ถ้วยรางวัลมากมาย แต่เค้าก็ถ่อมตน ไม่เคยลืมกำพืดตัวเอง ได้ทำการบริจาคเงิน และช่วยเหลือบ้านเกิดมากมายเสมอมา จึงนับได้ว่าเป็นนักเตะที่น่านับถือคนหนึ่งและยิ่งใหญ่ตลอดกาลจริง ๆ

ตอนนี้เราก็คงได้ทราบประวัติและที่มาของนักเตะและมนุษย์คนนึงที่เปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ และหัวในที่ดีงามในโลกฟุตบอล ถูกต้องแล้ว เราขอส่งแรงใจให้ลูก้า โมดริชได้ ประสบความสำเร็จในฐานะนักเตะสุดยอดต่อ ๆ ไป และเป็นกำลังใจให้เด็ก ๆ ที่รักฟุตบอลทำแบบเดียวกันด้วย

 

การเฝ้ารอการไปบอลโลกของคนไทย ทำไมยังไม่ถึงฝั่งเสียที

กีฬาอย่างฟุตบอลจัดเป็น กีฬาอันดับหนึ่ง ของมวลมนุษย์ชาติแทบทุกชาติ หนึ่งลูกกลม ๆ กับผู้เล่น 22 คนในสนาม เป็นเกมการแข่งขันอันน่าตื่นเต้นเร้าใจที่สุด และฟีฟ่า เวิลด์คัพที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็คือรายการทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกฟุตบอล ทุกประเทศทั่วโลกต่างเฝ้ารอจะส่งตัวแทนของพวกเขา เข้าห้ำหั่นเพื่อคว้าโทรฟีอันทรงเกียรตินี้ และอีกทางหนึ่งคือการประกาศศักดาให้นานาประเทศได้รู้ว่า ข้านี่แหละคือแชมป์โลก คือเจ้าแห่งลูกหนังตัวจริง

เช่นเดียวกับ ช้างศึก ทีมฟุตบอลของสยามประเทศ แฟนบอลไทยทั่วหัวระแหง ต่างต้องการเห็นทีมประจำชาติของพวกเรา ได้มีโอกาสลงเล่นยังเวทีระดับโลกแห่งนี้บ้าง แต่ความฝันนั้นก็มักจบลงด้วยความผิดหวังเสมอ และด้านล่างนี้ อาจจะเป็นสาเหตุที่ทีมไทย ยังไม่เคยได้ไปบอลโลกเลยสักครั้ง

รากฐานของไทยยังไม่แกร่งพอ

รากฐาน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของทีมชาติ และรากฐานของทีมชาติคือ ตัวนักฟุตบอลเอง นักฟุตบอลทีมชาติไทย ถือว่าครองความยิ่งใหญ่มาอย่างยาวนานในแถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เมื่อเพิ่มสเกลขึ้นมาเป็นระดับทวีป ไทยก็ยังถือว่ายังห่างชั้นอยู่มาก เพราะประสบการณ์เรายังน้อย นักเตะทีมชาติไทยหรือนักเตะชาวไทยทุกคนก็ตาม ยังมีโอกาสที่ได้ลงเล่นฟุตบอลกับนักเตะระดับสูงน้อยไป จึงเป็นผลให้ขาดการพัฒนา

ถ้าจะบอกว่าก็ไทยลีก หรือฟุตบอลลีกของไทย ก็มีแข้งต่างชาติดัง ๆ เยอะ อันนั้นก็ไม่ผิดนัก แต่นักเตะต่างชาติที่มาค้าแข้งในไทย ถ้ามีชื่อเสียงหน่อย ก็อาจจะเป็นพวกเลยจุดสูงสุดของอาชีพไปแล้ว หรือแค่มาจากประเทศที่มีทีมฟุตบอลระดับโลก แต่ตัวนักเตะเองยังไม่ใช่โลกจริง ๆ หนึ่งวิธีการที่จะช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งของทีมชาติไทยคือ การผลักดันนักเตะไทย ให้ไปเล่นกับลีก หรือ สโมสรระดับสูงขึ้น ซึ่งเราอาจจะยังไม่ต้องมองไปถึงลีกใหญ่ของยุโรป อย่างพรีเมียร์ลีก หรือลาลีกา สเปน

แต่อาจจะเริ่มจาก เจลีกของญี่ปุ่น ที่ตอนนี้มีนักเตะอย่าง เมสซีเจ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่เล่นให้กับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร , โก๋อุ้ม ธีราทร บุญมาทัน ที่ค้าแข้งกับวิสเซล โคเบ หรือเจ้ามุ้ย ธีรศิลป์ แดงดา หัวหอกของทีม ซานเฟรชเช ฮิโรชิมา  ถ้าหากนักเตะไทยรายอื่น ๆ  ได้มีโอกาส ลับฝีเท้าในเวทีระดับสูงเช่นนี้

ความแข็งแกร่งทั้งในด้านร่างกายที่ต้องเจอกับแข้งต่างชาติรายอื่น ๆ  หรือประสบการณ์ในการเจอกับนักเตะชั้นแนวหน้า จะช่วยเสริมความแกร่งให้ทีมชาติไทยอย่างแน่นอน เพราะสรีระร่างกายไม่ใช่อุปสรรค์อีกต่อไปแล้ว ทีมชาติสเปนเคยครองความยิ่งใหญ่ได้ ทั้งที่นักเตะของพวกเขาก็ไซส์เดียวกับเรานี่แหละ

 

ฟุตบอลไทย ต้องเริ่มแบบไหน ถ้าอยากไปบอลโลกให้ได้

          ไม่ว่าจะผ่านกันไปกี่ยุค กี่สมัย คำพูดของเหล่าแฟนบอลไทยที่ว่า “บอลไทย จะไปบอลโลก” ก็ยังเป็นแค่ความฝัน ที่อาจจะดูเหมือนว่า ลม ๆ แล้ง ๆ  สำหรับแฟนบอลช้างศึก ไม่มีผู้นำคนไหน นายกสมาคมฟุตบอลฯ ท่านใด สามารถส่งทีมรักประจำชาติ ถึงฝั่งฝันเสียที หลาย ๆ นโยบายที่ออกมาให้ได้เห็นกัน ก็นับว่าช่วยพัฒนาและส่งเสริมฟุตบอลลีกไทย ซึ่งก็ถือว่าดี รวมถึงการส่งเทียบเชิญทีมดัง ๆ มาอุ่นเครื่อง ก็ถือว่าเกิดประโยชน์ แต่สิ่งเหล่านี้แค่ให้เกิดผลผลิตระยะสั้นเท่านั้น การที่ทีมชาติไทยจะไปบอลโลกได้ ต้องเกิดจากการวางแผนระยะยาว เพื่อนบ้านเอเชียหลายประเทศของเรา ทำตัวอย่างให้ดูแล้ว แค่ต้องศึกษา ต้องทุ่มเท และให้เวลากับมันจริง ๆ สักที

ชาติที่ว่าคือ ญี่ปุ่น ดินแดนอาทิตย์อุทัย

         ไม่ใช่แค่แข้งระดับทีมชาติ ชุดเล็ก ชุดใหญ่ หรือทีมในระบบสโมสรเท่านั้น ที่พวกเขาให้ความสำคัญ ญี่ปุ่นเริ่มก่อร่างสร้างฟุตบอลของพวกเขาตั้งแต่ระดับโรงเรียนประถม และมัธยมเลยทีเดียว มีการส่งเสริมจากทางภาครัฐอย่างหนักหน่วง การอัดฉีดงบประมาณสำหรับนักเตะระดับจูเนียร์ เพื่อปูทางให้พวกเขาสามารถเดินต่อไปได้ ถ้าเลือกทุ่มเทให้กับฟุตบอล จะเห็นได้ว่า ในด้านทักษะ ความสามารถเฉพาะตัว เด็กไทยไม่แพ้ญี่ปุ่นหรือชาติไหน ๆ เลย  นักเตะรุ่นเยาว์ของไทยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงวัยของการเป็นเด็กแล้ว พวกเขากลับไปไม่ถึงฝัน

เพราะขาดการสนับสนุนที่จริงจัง

นักเตะรุ่นเล็กของไทย เมื่อเริ่มโตขึ้น พวกเขาจำเป็นจะต้องเลือกหนทางชีวิตตนเองใหม่ คุณอาจจะเก่งในด้านทักษะการเล่นฟุตบอล แต่คุณจะสามารถนำมันมาประกอบอาชีพได้ไหม เลี้ยงตนเองได้ไหม คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กไทยหลาย ๆ คน การส่งเสริมที่จริงจัง การผลักดันที่ยังไม่ทั่วถึง คือสิ่งที่ลดทอนโอกาสในการแสดงความสามารถของเด็กไทย

ที่ญี่ปุ่นเมื่อคุณขึ้น ม.ปลาย และมีความสนใจ มีความมุ่งมั่นในด้านกีฬาฟุตบอล คุณจะได้รับการสนับสนุนจากโรงเรียนอย่างเต็มที่ ผ่านนโยบายจากภาครัฐ และถ้าหากสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียนแม้ไม่ต้องดังถึงระดับประเทศ คุณก็สามารถก้าวต่อไปได้ โดยไม่กระทบกับระบบการเรียน หนำซ้ำถ้ามีความสามารถโดดเด่นไปได้ไกล ก็ยึดการเล่นฟุตบอลเป็นหลักได้เลย แต่ในประเทศไทย การสนับสนุนดังกล่าวยังมีไม่ถึง เด็กไทยเมื่อเข้ามัธยม ก็จำเป็นต้องเลือกระหว่างการเล่นฟุตบอลหรือการเรียน เพราะหากทุ่มเทไปเต็มที่กับฟุตบอล แน่นอนย่อมกระทบกับการเรียน อาจจะมีบ้างที่สามารถทุ่มเทให้กับฟุตบอลได้ แต่ก็เป็นแค่โรงเรียนที่มีชื่อเสียงจริง ๆ เท่านั้น อย่าง อัสสัมชัญ ศรีราชา หรือ ราชวินิต บางแก้ว

แต่เด็กไทยที่ยังห่างไกลในแถบนอกเมืองหลวง พวกเขามีทางเลือกไม่มาก เพราะเรายังไม่สามารถทำให้ฟุตบอลเป็นหลักให้พวกเขาได้ นี่คือสาเหตุว่าทำไมเรายังไปไม่ถึงฝัน จุดเล็ก ๆ ที่ถูกมองข้าม

 

เมื่อสรีระร่างกายไม่ใช่ อุปสรรคต่อเกมกีฬาลูกหนัง

คนตัวเล็ก ย่อมเสียเปรียบคนตัวใหญ่ หลาย ๆ วาระ หลาย ๆ โอกาส เรามักจะพบเห็นได้ ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริง หรือในโลกฟุตบอล แน่นอนคนที่มีร่างกายสูงใหญ่ มักจะได้รับโอกาสก่อนคนตัวเล็กเสมอ แต่นั่นไม่ใช่ว่า พวกตัวเล็ก จะไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ยุคสมัยอันไม่ได้วัดความเก่งกาจจากส่วนสูง แต่ความมุ่งมั่น และตั้งใจต่างหาก ที่สร้างโอกาสให้ประสบความสำเร็จ

ลิโอเนล เมสซี คือตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุด

ในวัยเด็ก เจ้าของรางวัลนักเตะฟีฟ่า บัลลงดอร์ 5 สมัย เคยถูกปฏิเสธจากสโมสรมากมาย เพียงเพราะว่าเขา “ตัวเล็ก” เมสซี จัดเป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางด้านความสูงช้ากว่าเด็กคนอื่น ๆ ทำให้พรสวรรค์ฟุตบอลของเขาถูกมองข้ามไป จนแมวมองประจำทีมยักษ์ใหญ่แห่งลาลีกาสเปน “บาร์เซโลนา” เห็นเข้า จึงรีบไปคว้าตัวเจ้าหนูรายนี้จากสโมสรท้องถิ่น อย่างนิวเวลส์โอลด์บอยส์ มาเข้าโรงเรียนสอนลูกหนัง “ลามาเซีย” ที่ได้ชื่อว่า ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เชส ฟาเบรกาส เพื่อนซี้จากศูนย์ฝึกเยาวชนบาร์เซโลนา ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ครั้งแรกในการเจอเมสซี่ว่า “ตอนนั้นผมนั่งคุยกับปิเก้ พลางหยอกล้อกันว่า นายดูไอ้เด็กตัวเล็กนั่นสิ เราไปอัดมันแล้วแย่งลูกมันมาเลยดีกว่า และหลักจากนั้นไม่ถึง 15 นาที ผม ปิเก้ รวมถึงอิเนสต้า ต่างกลับมานั่งลิ้นห้อยหัวหมุน เพราะนอกจากจะแย่งบอลจากเขาไม่ได้แล้ว เขายังหลอกพวกเราซะหัวคะมำไปหมด”

นักเตะเบอร์ 10  แห่งบาร์เซโลนาแสดงให้เห็นแล้วว่า สรีระไม่ใช่อุปสรรคในการเล่นฟุตบอลแต่อย่างใด ทักษะ พรสวรรค์บวกกับพรแสวงต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนดความยิ่งใหญ่ของคุณ

เช่นเดียวกับนักเตะทีมช้างศึกประเทศไทย

           ร่างกายตามสรีระศาสตร์ของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ไม่ได้ใหญ่โตแข็งแกร่งเช่นชาวยุโรป แอฟริกัน หรือเอเชียในส่วนอื่น ๆ แต่เราสามารถสร้างสรรค์และพัฒนาทีมฟุตบอลของพวกเราให้แข็งแกร่งทัดเทียบกับพวกเขาได้อย่างแน่นอน เพราะฟุตบอลไม่ได้ใช้แค่ร่างกาย การทำงานร่วมกัน ระบบการเล่น ตลอดจนถึงแทคติกต่าง ๆ ย่อมสามารถกลบจุดด้อยของเราได้

เพียงใช้ความมุ่งมั่นและความทุ่มเทเท่านั้น ซิโก เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อดีตตำนานและผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยเคยกล่าวเอาไว้หลังจากเคยมีโอกาสเดินทางไปค้าแข้งยังประเทศอังกฤษว่า “พวกเรามีทักษะ มีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าพวกเขาเลย แต่สิ่งหนึ่งที่เราขาดคือความมุ่งมั่น ความทุ่มเท การซ้อมของเราบางครั้งมันยังไม่หนัก วิ่งยังน้อยไป เรี่ยวแรงในเกมเราจึงสู้เขาไม่ได้”

หากแก้ไข และวางรางฐานให้ถูกต้อง แม้อาจจะต้องใช้เวลาไปบ้าง แต่อย่างน้อย ๆ ความฝันที่ “ทีมไทยจะไปบอล” จะเกิดขึ้นได้สักวัน

 

ว่าที่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุนเดสเทรนเนอร์ “ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์”

“แน่นอนครับ แทคติกคืออาวุธที่สามารถจะเอาชนะคู่แข่งได้ แต่สำหรับผม แทคติกมีผลแค่ 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก 60 เปอร์เซ็นต์ คือใจของนักเตะ” หนึ่งในแนวคิดของเทรนเนอร์สายเลือดใหม่ที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดในโลก “ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์” กุนซือผู้ถือครองรางวัล ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกา เมื่อฤดูกาล 2016 และเจ้าของสถิติผู้จัดการทีมอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดของเยอรมันได้กล่าวเอาไว้

กุนซือสายเลือดใหม่ผู้จะประกาศศักดาในไม่ช้า

เทรนเนอร์ในวัย 30 ปี กำลังเป็นที่จับตามองจากยอดทีมทั่วยุโรป ในอนาคตข้างหน้าเขาจะได้ลงเอยกับยอดทีมไหน คงไม่อาจจะรู้ได้ แต่สิ่งที่แฟนบอล รวมถึงผู้สันทัดกรณีในโลกลูกหนัง ต่างลงความเห็นกันแล้วว่า เขานี่แหละจะเป็นผู้สืบทอดความยิ่งใหญ่ของกุนซือยุคใหม่ที่จะมาถึงในไม่ช้านี้

ด้วยปรัชญาการทำทีมที่ไม่เหมือนใคร ผสมผสานระหว่างการทำเกมบุกที่สวยงาม โดยอาศัยการครองบอลอันเหนียวแน่น และการเพรสซิ่งคู่แข่งที่ดุดัน รวดเร็วในการเล่นเกมรับ “ผมนำการแย่งบอลในแบบ คล็อปป์ มาประยุกต์ใช้กับการครองบอลแบบเป๊ป กวาดิโอล่า และ ทูเคิ่ล” ผู้จัดการทีมฮอฟเฟ่นไฮม์กล่าว

บาร์เยิน มิวนิค หรือทีมชาติเยอรมัน

“ผมยืนยันตรงนี้ 100% ฤดูกาลหน้ายูเลี่ยนจะอยู่กับเรา(ฮอฟเฟ่นไฮม์)” ปากคำจากอเล็กซานเดอร์ โรเซน ผู้อำนวยการกีฬาของ ฮอฟเฟ่นไฮ แต่ทุกคนต่างรับรู้กันดีว่าไม่วันใด ก็วันหนึ่งฮอฟเฟ่นไฮม์คงต้องยอมปล่อยตัวนาเกลส์มันน์ เพื่อเขาจะได้เดินทางสร้างเกียรติประวัติแก่ตนเอง แล้วงานต่อไปของเขาจะเป็นที่ไหนกัน?

สโมสรอันดับ 1 ของบุนเดสลีกา บาร์เยิน มิวนิค

          ทีมเสือใต้ ดูเหมือนจะมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เหมาะสมกับเทรนเนอร์ไฟแรงคนนี้ อย่างแรกคือ เป็นความใฝ่ฝันของเจ้าตัว อย่างที่ 2 คือ เป็นคนเยอรมันโดยกำเนิด และเป็นกุนซือที่เน้นเกมรุก แนวทางเดียวกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งบรรดาพ่อใหญ่แห่งเสือใต้ชื่นชอบ เพียงแต่กุนซือวัย 30 ปีคนนี้ มีโอกาสจะโยกมารับงานกับบาร์เยินได้มากกว่า คล็อปป์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเลือดของดอร์ทมุนด์ ทีมคู่แข่งที่สำคัญนั่นเอง

          สุดท้ายแล้วแฟนบอลก็ยังต้องลุ้นต่อไปว่าเขาจะลงเอยที่ใด หรืออาจจะเข้าไปสานต่องานโยกี้ เลิฟ กับทีมชาติเยอรมัน ชุดใหญ่ก็ได้ แน่นอนว่าอาจจะดูเร็วเกินไปที่จะยกให้ นาเกลส์มันน์ คุมทีมอินทรีเหล็ก แต่หากเรามองในแง่ของความเป็นจริงที่ว่า กุนซือโยอัคคิม เลิฟ เพิ่งทำการต่อสัญญากับทีมออกไปอีกถึงปี 2022 นั่นอาจจะหมายความว่า เมื่อถึงตอนนั้น นาเกลส์มันน์ก็อาจจะพร้อมแล้ว สำหรับทีมชาติชุดใหญ่ และเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เขียนตำนานบทใหญ่แห่งวงการฟุตบอลอย่างแน่นอน

 

บราซิลเลี่ยน ชนชาติแห่งฟุตบอลจากสายเลือดของจริง

“สกิลชั้นยอด ทักษะฝีเท้าโดดเด่น คล่องแคล่วหาตัวจับยาก และล้วนเต็มไปด้วยจินตนาการ” นี้คือคำจำกัดความของนักเตะสัญชาติบราซิล หรือในวงการฟุตบอลเรียกว่า บราซิลเลี่ยนสไตล์ หากย้อนไปในยุคอดีต ผู้เล่นที่สร้างชื่อเสียงให้สไตล์การเล่นของนักเตะบราซิลเป็นที่จับตามองจากคนทั่วโลกก็คือ “เอดิสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต้” หรือเรารู้จักเขาในนาม “เปเล่” นักฟุตบอลที่เรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนัง หลังจากยุคนั้นไข่มุกดำ ก็ได้ส่งไม้ต่อให้รุ่นน้องร่วมชาติ ไม่ว่าจะเป็น “โรนัลโด้” หรือ R9 และ “โรนัลดินโญ่” จนถึงในยุคปัจจุบันก็ “เนย์มาร์” ที่เป็นสุดยอดนักเตะไปแล้วด้วยซ้ำ

ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยทีมจากอเมริกาใต้ทีมนี้ มักจะส่งนักเตะของพวกเขาออกมาโลดแล่นในโลกแห่งลูกหนังชั้นนำได้ตลอดเวลา และการันตีด้วยการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 5 สมัย มากกว่าทุกชาติในโลก อะไรเล่าคือปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 เป็นตัวเต็งของโลกฟุตบอลในแทบทุกยุค

เพราะฟุตบอลคือวิถีชีวิต

ว่ากันว่า หากคุณมายังประเทศอังกฤษ เมืองหลวงแห่งเกมกีฬาฟุตบอล คุณจะเจอกับสนามฟุตบอลมากมาย เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เด็ก ๆ ของพวกเขาเล่นฟุตบอลกันในสนามหญ้าแบบมาตรฐาน พร้อมด้วยรองเท้าสตั๊ดสุดเจ๋งจากห้างสรรพสินค้า แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสย่างเท้าไปยังถิ่นริโอ เดอ จาเนโร คุณจะพบกับพวกเด็กท้องถิ่นเท้าเปล่า ที่กำลังเตะฟุตบอลกันข้างถนน หรือสนามฝุ่นครุ้งขรุขระ มองแว๊บแรกอาจคิดว่าไม่ใช่ภาพที่น่ามองเท่าไหร่นัก แต่หากลองเพ่งพินิจให้ดี ๆ คุณจะสามารถมองเห็นได้ถึงทักษะ และเชิงบอลชั้นยอด ที่ผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ด้วยตนเอง ที่มาพร้อมแววตามุ่งมั่นทุกคู่

พวกเขาเติบโตจากความไม่สมบูรณ์แบบสู่ความสมบูรณ์แบบ

“พวกเขาคอนโทรลบอลได้เหมือนจับวาง และควบคุมมันเหมือนดั่งอวัยวะของร่างกาย” หนึ่งในทีมงานของ BBC ที่เคยเดินทางไปถ่ายทอดสารคดีลูกหนังยังประเทศบราซิล เคยกล่าวเอาไว้

ความขัดสน ความยากลำบาก ทำให้พวกเด็กชาวบราซิลเลี่ยนได้ฝึกฝนตนเอง ทั้งเพื่อความฝัน หรือชีวิตอันสดใส หนึ่งในตำนานนักเตะทีมแซมบ้า อย่างโรนัลดินโญ่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตการเล่นฟุตบอลในวัยเด็ก “ผมเติบโตมาจากฟุตบอลริมถนน พวกเรามีข้อจำกัด มีพื้นที่จำกัด การเล่นฟุตบอลของพวกเราจึงต้องอาศัยความคล่องตัว บวกกับการฝึกฝนอย่างยากลำบาง และนั่นทำให้เราแกร่งกว่าเด็กที่อื่น ๆ”

จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดแข้งชาวบราซิลเลี่ยนจึงเจนจัดในด้านทักษะ ด้านเทคนิคพื้นฐาน และเป็นที่ต้องการของสโมสรชั้นนำมากมาย เพราะวิถีชีวิตของพวกเขาผูกพันธ์กับฟุตบอล ฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชีวิต

 

ผิดหรือหากนักฟุตบอลจะเลือก “เงิน”

“ใช่แล้ว ผมเลือกย้ายมาที่นี่เพราะเงิน พวกคุณคิดถูก และผมไม่มีอะไรจะต้องปิดบังนี่ ผมไม่อยากที่จะมานั่งเสียใจ ผมขอเลือกที่จะให้ชีวิตผมมั่นคง ในอีก 20 ปีข้างหน้ากับธุรกิจส่วนตัว มากกว่าจะมานั่งระลึกความหลังถึงเกียรติประวัติ ในบ้านเก่าหลังซอมซ่อ” หนึ่งในคำให้การของ ออสก้า ดาวดังสัญชาติบราซิล ที่ในปัจจุบันเลือกพาตนเองมารับเงินก้อนโต ยังไชนีสซุปเปอร์ลีกกับทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี

คำพูดดังกล่าวของอดีตตัวรุกเชลซีอาจจะฟังดูบาดหู เสียดแทงแฟนบอลที่คอยสนับสนุนเล็ก ๆ แต่มันก็สามารถสะท้อนความเป็นจริงหลาย ๆ แง่มุมของวงการฟุตบอลออกมาได้ แม้เงินจะไม่ใช่ทุกอย่างของนักฟุตบอล แต่เงินก็เป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

เพราะฟุตบอลคืออาชีพ

          สาเหตุหลัก ๆ ที่เราต้องประกอบอาชีพ ก็เพราะต้องการเงิน ต้องการสิ่งตอบแทนรวมถึงความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะนักฟุตบอล อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีอายุในการใช้งานไม่นาน

โดยเฉลี่ยแล้วอาชีพนักฟุตบอลจะมีค่าเฉลี่ยแค่ 15 ปีเท่านั้น หากมากกว่านั้นคุณก็จะกลายเป็นส่วนเกินของสโมสรทันที

เพราะอย่าลืมว่า ถึงคุณจะจงรักภักดีกับสโมสรมากมายขนาดไหน แต่หากวันหนึ่งคุณหมดสภาพ วันหนึ่งคุณไม่สามารถทำประโยชน์ให้สโมสรได้ คุณก็จะถูกผลักไสไล่ส่งออกไปอยู่ดี

ในปัจจุบันเราจะเห็นนักเตะมากมายที่ถูกสโมสรเลิกจ้าง ไม่ต่อสัญญาอย่างไร้เยื่อใย แม้ว่าจะเคยสร้างประวัติศาสตร์กับทีมมามากแค่ไหนก็ตาม แฟรงค์ แลมพาร์ด จอห์น เทอร์รี่ หรือแม้แต่สตีเวน เจอร์ราร์ดก็ดี พวกเขาเหล่านี้ต่างถูกปล่อยออกจากทีมแบบฟรี ๆ โดยไม่สนใจว่าจะเคยทำอะไรไว้บ้าง  จึงไม่น่าแปลกใจที่ออสก้าจะเลือกไปรับเงินปีละ 20 ล้านยูโร กับความมั่นคงของชีวิตในอนาคต

นักฟุตบอลส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน เริ่มต้องการเงินมากกว่าชื่อเสียง

          ฟุตบอลในยุคปัจจุบัน เราจึงได้เห็นนักฟุตบอลแบบวันแมนคลับน้อยลงทุกที นักเตะแบบไรอัน กิ๊ก , พอล สโคลส์ , ฟิลิปป์ ลาห์ม แทบหาไม่ได้แล้วในยุคนี้ นักเตะหลาย ๆ คนต้องดิ้นรนเพื่ออนาคตของตนเอง เช่นเดียวกับสโมสร ผลงานในสนามหมายถึงรายได้ที่จะเข้ามาจุนเจอทีม และที่มาของผลงานอันสวยงาม คือนักเตะที่พร้อมจะทำตามคำสั่ง เล่นตามแทคติกของเทรนเนอร์ แต่เมื่ออายุคุณเริ่มมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มโรยรา สมองอาจจะสั่งการ เพียงร่างกายไม่ปฏิบัติตาม ก็เท่ากับว่าคุณเริ่มทำตามสิ่งที่สโมสรต้องการไม่ได้ การขายคุณออกไป หรือปล่อยออกจากทีม จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะทุกอย่างมีวัฏจัก มีจุดสูงสุด ก็มีจุดต่ำสุด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตักตวงจุดสูงสุดของคุณได้ดีแค่ไหน ถ้าหากเลือกเล่นเพื่อเงินแล้วครอบครัว ชีวิตสบาย ก็คงไม่ใช่เรื่องผิด

 

ฟาน ไดจ์ค ทำไมต้องยอมจ่าย 75 ล้านปอนด์

ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สัก 4-5 ปี คงจะไม่มีใครคาดคิดว่า ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังสักหนึ่งคน จะมีค่าเหนื่อยตอบแทนสูงถึง 75 ล้านปอนด์ได้ แต่หงส์แดงลิเวอร์พูลได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สถิติกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกลูกหนัง จะต้องถูกเขาทำลายโดยนักแตะที่ชื่อ “เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค”

ค่าตัวอันบ้าคลั่งนี้ถูกทุ่มลงไป ด้วยความหมายมั่นปั้นมือของกุนซือเฮฟวี่เมทัล เจอร์เก้น คล็อปป์ สถิติของ ไคล์ วอล์คเกอร์ วิงแบ็คขวาที่ย้ายจากสเปอร์ ไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยจำนวนเงิน 54 ล้านปอนด์ ในหน้าร้อนปี 2017 ถูกทำลายลงภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน เมื่อบอสใหญ่แห่งหงส์แดง หอบสินสอดระดับสถิติโลกไปให้เซาแธมป์ตันในหน้าหนาวปีเดียวกัน เพราะเหตุใดกัน เจอร์เก้น คล็อปป์จึงกล้าทุ่มเงินมากมายขนาดนี้เพื่อกองหลังเพียงคนเดียว ที่ดูมูลค่าแล้วน่าจะซื้อได้ 3-4 คน เลย

แก้ไขจุดอ่อนสำคัญของหงส์แดง

อย่างที่แฟนบอลแทบทุกผู้รู้กัน ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องเกมรุก โดยเฉพาะในยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์ แต่จุดอ่อนที่สำคัญของพวกเขาคือ เกมรับ โดยเฉพาะกับการป้องกันลูกกลางอากาศ และนั้นคือจุดเด่นของฟาน ไดจ์ค ที่จะมาเติมเต็มได้

หลังสิ้นสุดฤดูกาล 2017/18 กองหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์ คือผู้เล่นที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้เมื่อดวลกันกลางอากาศได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก (นับเฉพาะผู้เล่นที่ลงสนามครบ 100 นาที) 78.4 เปอร์เซ็นต์

ช่วยให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เสียประตูจากลูกกลางอากาศน้อยมาก ๆ ทีมหนึ่งของลีก จากระยะเวลาแค่ 3 เดือน เมื่อพวกเขาได้ ฟาน ไดจ์ค มาร่วมทัพ

ศูนย์กลางในการบัญชาเกมรับ

เมื่อหมดยุคของ เจมี คาราเกอร์ , ซามี่ ฮูเปีย ก็ไม่มีกองหลังคนไหนเลยที่จะสามารถเป็นหลัก และคอยสั่งการ 4 กองหลังของทีมได้อย่างเด็ดขาด ด้วยบุคลิกอันแข็งกร้าว การอ่านเกมที่ฉะฉานของฟาน ไดจ์ค จึงเท่ากับเป็นการเติมจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญลงไปยังแนวรับของหงส์แดงในทันที

เพราะที่ผ่านมา นอกจากการป้องกันลูกกลางอากาศที่ย่ำแย่แล้ว การจัดระบบเกมรับ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่แนวรับหงส์แดงมักจะแสดงความผิดพลาด แต่เมื่อมีผู้นำเข้ามา พวกเขาก็ลดความผิดพลาดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเดินทางมาถึงตรงนี้ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ก็ได้พิสูจน์ ให้ใคร ๆ หลายคนได้เห็นแล้วว่า เงินจำนวน 75 ล้านปอนด์ ที่หงส์แดงลิเวอร์พูลได้จ่ายไปนั้นคุ้มค่าอย่างมาก เมื่อปัญหาของทีมที่เคยคาราคาซังถูกแก้ได้ซักที

และนี่อาจจะถึงเวลาแล้วก็เป็นได้ ที่ลิเวอร์พูลจะสามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก และก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สักที

 

4 ยอดดาวยิงแห่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะ ไบรตันส์ไปได้ 4-0 พร้อมกับการันตีอันดับ 4 กับประตูที่ 32 ของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอียิปต์ และเป็นการสร้างสถิติใหญ่ของนักฟุตบอลที่สามารถยิงประตูได้มากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล หลังเปลี่ยนกฎพรีเมียร์ลีกมาเตะกัน 38 นัด และในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษในยุคปัจจุบัน มีนักเตะเพียง 4 คนเท่านั้นที่สามารถยิงประตูได้เกิน 30 ลูกใน 1 ฤดูกาล

อลัน เชียร์เรอร์ ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 1995 / 1996

นี่คือปีแรก ที่พรีเมียร์ลีกเปลี่ยนระบบการเตะจาก 42 เกม มาเป็น 38 เกม และนักเตะคนแรกที่สามารถยิงได้เกิน 30 ลูกและคว้ารางวัลดานซัลโวประจำฤดูกาลก็คือ อลัน เชียร์เรอร์ โดยสมัยนั้น เชียร์เรอร์ค้าแข้งอยู่กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส แม้จะไม่สามารถช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ได้ แต่เขาก็สามารถสร้างเกียรติประวัติให้กับตนเอง

คริสเตียนโน้ โรนัลโด้ ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 2007 / 2008

           นักเตะคนต่อมาที่สามารถซัลโวในลีกเกิน 30 ประตูก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นักเตะรางวัลบัลลงดอร์ 4 สมัยในปัจจุบัน คริสเตียนโน้ โรนัลโด้ และด้วยความยอดเยี่ยมของคริสตี้ ทำให้ปีนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปได้อย่างสวยสดงดงาม และโรนัลโด้ยังสานต่อความร้อนแรงของเขา ด้วยการส่งให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะเชลซีและคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ

หลุยส์ ซัวเรส ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 2013 / 2014

ว่ากันว่าฤดูกาล 2013/2014 คือฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดก็ว่าได้ หากไม่ใช่ความผิดพลาดหรือขาดประสบการณ์ของพวกเขาเอง หงส์แดงคงเถลิงบัลลังก์แชมป์ที่รอคอยมานานได้อย่างแน่นอน เนื่องจากความร้อนแรงของ หลุยส์ ซัวเรซหัวหอกประจำทีมที่ซัลโวไปถึง 31 ประตูในฤดูกาลนั้น และนับเป็นนักเตะคนที่ 3 ที่สามารถถล่มประตูในหนึ่งฤดูกาลได้เกินเลข 30

โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ( 32 ประตู ) ฤดูกาล 2017 / 2018

         ฤดูกาล 2017/2018 คือปีที่สถิติที่อยู่มานาน 19 ปีถูกทำลายลง เมื่อลิเวอร์พูลคว้าตัว ปีกจอมถล่มประตูอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ มาจาก อาแอส โรม่า และเพียงฤดูกาลแรกเท่านั้น แข้งชาวอียิปต์ก็โชว์ฟอร์มซัดไปถึง 32 ประตูในลีก ส่งให้โมซาลาห์ของแฟนหงส์แดง คว้ารองเท้าทองคำ และทำลายสถิติ 31 ประตูลงได้สำเร็จ

นับเป็นความดีความชอบของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหงส์แดงที่มองเห็นถึงศักยภาพของอดีตแข้งเชลซีรายนี้ หลังจากเจ้าตัวไม่สามารถพิสูจย์ตนเองกับทีมดังจากลอนดอนได้

หลังจากนี้เราคงต้องเฝ้าติดตามว่า สถิติ 32 ประตูของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จะอยู่ได้นานสักแค่ไหน