Author Archives: Leona Brooks Brooks

ว่าที่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุนเดสเทรนเนอร์ “ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์”

“แน่นอนครับ แทคติกคืออาวุธที่สามารถจะเอาชนะคู่แข่งได้ แต่สำหรับผม แทคติกมีผลแค่ 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก 60 เปอร์เซ็นต์ คือใจของนักเตะ” หนึ่งในแนวคิดของเทรนเนอร์สายเลือดใหม่ที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดในโลก “ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์” กุนซือผู้ถือครองรางวัล ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกา เมื่อฤดูกาล 2016 และเจ้าของสถิติผู้จัดการทีมอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดของเยอรมันได้กล่าวเอาไว้

กุนซือสายเลือดใหม่ผู้จะประกาศศักดาในไม่ช้า

เทรนเนอร์ในวัย 30 ปี กำลังเป็นที่จับตามองจากยอดทีมทั่วยุโรป ในอนาคตข้างหน้าเขาจะได้ลงเอยกับยอดทีมไหน คงไม่อาจจะรู้ได้ แต่สิ่งที่แฟนบอล รวมถึงผู้สันทัดกรณีในโลกลูกหนัง ต่างลงความเห็นกันแล้วว่า เขานี่แหละจะเป็นผู้สืบทอดความยิ่งใหญ่ของกุนซือยุคใหม่ที่จะมาถึงในไม่ช้านี้

ด้วยปรัชญาการทำทีมที่ไม่เหมือนใคร ผสมผสานระหว่างการทำเกมบุกที่สวยงาม โดยอาศัยการครองบอลอันเหนียวแน่น และการเพรสซิ่งคู่แข่งที่ดุดัน รวดเร็วในการเล่นเกมรับ “ผมนำการแย่งบอลในแบบ คล็อปป์ มาประยุกต์ใช้กับการครองบอลแบบเป๊ป กวาดิโอล่า และ ทูเคิ่ล” ผู้จัดการทีมฮอฟเฟ่นไฮม์กล่าว

บาร์เยิน มิวนิค หรือทีมชาติเยอรมัน

“ผมยืนยันตรงนี้ 100% ฤดูกาลหน้ายูเลี่ยนจะอยู่กับเรา(ฮอฟเฟ่นไฮม์)” ปากคำจากอเล็กซานเดอร์ โรเซน ผู้อำนวยการกีฬาของ ฮอฟเฟ่นไฮ แต่ทุกคนต่างรับรู้กันดีว่าไม่วันใด ก็วันหนึ่งฮอฟเฟ่นไฮม์คงต้องยอมปล่อยตัวนาเกลส์มันน์ เพื่อเขาจะได้เดินทางสร้างเกียรติประวัติแก่ตนเอง แล้วงานต่อไปของเขาจะเป็นที่ไหนกัน?

สโมสรอันดับ 1 ของบุนเดสลีกา บาร์เยิน มิวนิค

          ทีมเสือใต้ ดูเหมือนจะมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เหมาะสมกับเทรนเนอร์ไฟแรงคนนี้ อย่างแรกคือ เป็นความใฝ่ฝันของเจ้าตัว อย่างที่ 2 คือ เป็นคนเยอรมันโดยกำเนิด และเป็นกุนซือที่เน้นเกมรุก แนวทางเดียวกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งบรรดาพ่อใหญ่แห่งเสือใต้ชื่นชอบ เพียงแต่กุนซือวัย 30 ปีคนนี้ มีโอกาสจะโยกมารับงานกับบาร์เยินได้มากกว่า คล็อปป์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเลือดของดอร์ทมุนด์ ทีมคู่แข่งที่สำคัญนั่นเอง

          สุดท้ายแล้วแฟนบอลก็ยังต้องลุ้นต่อไปว่าเขาจะลงเอยที่ใด หรืออาจจะเข้าไปสานต่องานโยกี้ เลิฟ กับทีมชาติเยอรมัน ชุดใหญ่ก็ได้ แน่นอนว่าอาจจะดูเร็วเกินไปที่จะยกให้ นาเกลส์มันน์ คุมทีมอินทรีเหล็ก แต่หากเรามองในแง่ของความเป็นจริงที่ว่า กุนซือโยอัคคิม เลิฟ เพิ่งทำการต่อสัญญากับทีมออกไปอีกถึงปี 2022 นั่นอาจจะหมายความว่า เมื่อถึงตอนนั้น นาเกลส์มันน์ก็อาจจะพร้อมแล้ว สำหรับทีมชาติชุดใหญ่ และเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เขียนตำนานบทใหญ่แห่งวงการฟุตบอลอย่างแน่นอน

 

บราซิลเลี่ยน ชนชาติแห่งฟุตบอลจากสายเลือดของจริง

“สกิลชั้นยอด ทักษะฝีเท้าโดดเด่น คล่องแคล่วหาตัวจับยาก และล้วนเต็มไปด้วยจินตนาการ” นี้คือคำจำกัดความของนักเตะสัญชาติบราซิล หรือในวงการฟุตบอลเรียกว่า บราซิลเลี่ยนสไตล์ หากย้อนไปในยุคอดีต ผู้เล่นที่สร้างชื่อเสียงให้สไตล์การเล่นของนักเตะบราซิลเป็นที่จับตามองจากคนทั่วโลกก็คือ “เอดิสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต้” หรือเรารู้จักเขาในนาม “เปเล่” นักฟุตบอลที่เรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนัง หลังจากยุคนั้นไข่มุกดำ ก็ได้ส่งไม้ต่อให้รุ่นน้องร่วมชาติ ไม่ว่าจะเป็น “โรนัลโด้” หรือ R9 และ “โรนัลดินโญ่” จนถึงในยุคปัจจุบันก็ “เนย์มาร์” ที่เป็นสุดยอดนักเตะไปแล้วด้วยซ้ำ

ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยทีมจากอเมริกาใต้ทีมนี้ มักจะส่งนักเตะของพวกเขาออกมาโลดแล่นในโลกแห่งลูกหนังชั้นนำได้ตลอดเวลา และการันตีด้วยการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 5 สมัย มากกว่าทุกชาติในโลก อะไรเล่าคือปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 เป็นตัวเต็งของโลกฟุตบอลในแทบทุกยุค

เพราะฟุตบอลคือวิถีชีวิต

ว่ากันว่า หากคุณมายังประเทศอังกฤษ เมืองหลวงแห่งเกมกีฬาฟุตบอล คุณจะเจอกับสนามฟุตบอลมากมาย เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เด็ก ๆ ของพวกเขาเล่นฟุตบอลกันในสนามหญ้าแบบมาตรฐาน พร้อมด้วยรองเท้าสตั๊ดสุดเจ๋งจากห้างสรรพสินค้า แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสย่างเท้าไปยังถิ่นริโอ เดอ จาเนโร คุณจะพบกับพวกเด็กท้องถิ่นเท้าเปล่า ที่กำลังเตะฟุตบอลกันข้างถนน หรือสนามฝุ่นครุ้งขรุขระ มองแว๊บแรกอาจคิดว่าไม่ใช่ภาพที่น่ามองเท่าไหร่นัก แต่หากลองเพ่งพินิจให้ดี ๆ คุณจะสามารถมองเห็นได้ถึงทักษะ และเชิงบอลชั้นยอด ที่ผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ด้วยตนเอง ที่มาพร้อมแววตามุ่งมั่นทุกคู่

พวกเขาเติบโตจากความไม่สมบูรณ์แบบสู่ความสมบูรณ์แบบ

“พวกเขาคอนโทรลบอลได้เหมือนจับวาง และควบคุมมันเหมือนดั่งอวัยวะของร่างกาย” หนึ่งในทีมงานของ BBC ที่เคยเดินทางไปถ่ายทอดสารคดีลูกหนังยังประเทศบราซิล เคยกล่าวเอาไว้

ความขัดสน ความยากลำบาก ทำให้พวกเด็กชาวบราซิลเลี่ยนได้ฝึกฝนตนเอง ทั้งเพื่อความฝัน หรือชีวิตอันสดใส หนึ่งในตำนานนักเตะทีมแซมบ้า อย่างโรนัลดินโญ่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตการเล่นฟุตบอลในวัยเด็ก “ผมเติบโตมาจากฟุตบอลริมถนน พวกเรามีข้อจำกัด มีพื้นที่จำกัด การเล่นฟุตบอลของพวกเราจึงต้องอาศัยความคล่องตัว บวกกับการฝึกฝนอย่างยากลำบาง และนั่นทำให้เราแกร่งกว่าเด็กที่อื่น ๆ”

จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดแข้งชาวบราซิลเลี่ยนจึงเจนจัดในด้านทักษะ ด้านเทคนิคพื้นฐาน และเป็นที่ต้องการของสโมสรชั้นนำมากมาย เพราะวิถีชีวิตของพวกเขาผูกพันธ์กับฟุตบอล ฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชีวิต

 

ผิดหรือหากนักฟุตบอลจะเลือก “เงิน”

“ใช่แล้ว ผมเลือกย้ายมาที่นี่เพราะเงิน พวกคุณคิดถูก และผมไม่มีอะไรจะต้องปิดบังนี่ ผมไม่อยากที่จะมานั่งเสียใจ ผมขอเลือกที่จะให้ชีวิตผมมั่นคง ในอีก 20 ปีข้างหน้ากับธุรกิจส่วนตัว มากกว่าจะมานั่งระลึกความหลังถึงเกียรติประวัติ ในบ้านเก่าหลังซอมซ่อ” หนึ่งในคำให้การของ ออสก้า ดาวดังสัญชาติบราซิล ที่ในปัจจุบันเลือกพาตนเองมารับเงินก้อนโต ยังไชนีสซุปเปอร์ลีกกับทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี

คำพูดดังกล่าวของอดีตตัวรุกเชลซีอาจจะฟังดูบาดหู เสียดแทงแฟนบอลที่คอยสนับสนุนเล็ก ๆ แต่มันก็สามารถสะท้อนความเป็นจริงหลาย ๆ แง่มุมของวงการฟุตบอลออกมาได้ แม้เงินจะไม่ใช่ทุกอย่างของนักฟุตบอล แต่เงินก็เป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

เพราะฟุตบอลคืออาชีพ

          สาเหตุหลัก ๆ ที่เราต้องประกอบอาชีพ ก็เพราะต้องการเงิน ต้องการสิ่งตอบแทนรวมถึงความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะนักฟุตบอล อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีอายุในการใช้งานไม่นาน

โดยเฉลี่ยแล้วอาชีพนักฟุตบอลจะมีค่าเฉลี่ยแค่ 15 ปีเท่านั้น หากมากกว่านั้นคุณก็จะกลายเป็นส่วนเกินของสโมสรทันที

เพราะอย่าลืมว่า ถึงคุณจะจงรักภักดีกับสโมสรมากมายขนาดไหน แต่หากวันหนึ่งคุณหมดสภาพ วันหนึ่งคุณไม่สามารถทำประโยชน์ให้สโมสรได้ คุณก็จะถูกผลักไสไล่ส่งออกไปอยู่ดี

ในปัจจุบันเราจะเห็นนักเตะมากมายที่ถูกสโมสรเลิกจ้าง ไม่ต่อสัญญาอย่างไร้เยื่อใย แม้ว่าจะเคยสร้างประวัติศาสตร์กับทีมมามากแค่ไหนก็ตาม แฟรงค์ แลมพาร์ด จอห์น เทอร์รี่ หรือแม้แต่สตีเวน เจอร์ราร์ดก็ดี พวกเขาเหล่านี้ต่างถูกปล่อยออกจากทีมแบบฟรี ๆ โดยไม่สนใจว่าจะเคยทำอะไรไว้บ้าง  จึงไม่น่าแปลกใจที่ออสก้าจะเลือกไปรับเงินปีละ 20 ล้านยูโร กับความมั่นคงของชีวิตในอนาคต

นักฟุตบอลส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน เริ่มต้องการเงินมากกว่าชื่อเสียง

          ฟุตบอลในยุคปัจจุบัน เราจึงได้เห็นนักฟุตบอลแบบวันแมนคลับน้อยลงทุกที นักเตะแบบไรอัน กิ๊ก , พอล สโคลส์ , ฟิลิปป์ ลาห์ม แทบหาไม่ได้แล้วในยุคนี้ นักเตะหลาย ๆ คนต้องดิ้นรนเพื่ออนาคตของตนเอง เช่นเดียวกับสโมสร ผลงานในสนามหมายถึงรายได้ที่จะเข้ามาจุนเจอทีม และที่มาของผลงานอันสวยงาม คือนักเตะที่พร้อมจะทำตามคำสั่ง เล่นตามแทคติกของเทรนเนอร์ แต่เมื่ออายุคุณเริ่มมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มโรยรา สมองอาจจะสั่งการ เพียงร่างกายไม่ปฏิบัติตาม ก็เท่ากับว่าคุณเริ่มทำตามสิ่งที่สโมสรต้องการไม่ได้ การขายคุณออกไป หรือปล่อยออกจากทีม จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะทุกอย่างมีวัฏจัก มีจุดสูงสุด ก็มีจุดต่ำสุด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตักตวงจุดสูงสุดของคุณได้ดีแค่ไหน ถ้าหากเลือกเล่นเพื่อเงินแล้วครอบครัว ชีวิตสบาย ก็คงไม่ใช่เรื่องผิด

 

ฟาน ไดจ์ค ทำไมต้องยอมจ่าย 75 ล้านปอนด์

ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สัก 4-5 ปี คงจะไม่มีใครคาดคิดว่า ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังสักหนึ่งคน จะมีค่าเหนื่อยตอบแทนสูงถึง 75 ล้านปอนด์ได้ แต่หงส์แดงลิเวอร์พูลได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สถิติกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกลูกหนัง จะต้องถูกเขาทำลายโดยนักแตะที่ชื่อ “เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค”

ค่าตัวอันบ้าคลั่งนี้ถูกทุ่มลงไป ด้วยความหมายมั่นปั้นมือของกุนซือเฮฟวี่เมทัล เจอร์เก้น คล็อปป์ สถิติของ ไคล์ วอล์คเกอร์ วิงแบ็คขวาที่ย้ายจากสเปอร์ ไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยจำนวนเงิน 54 ล้านปอนด์ ในหน้าร้อนปี 2017 ถูกทำลายลงภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน เมื่อบอสใหญ่แห่งหงส์แดง หอบสินสอดระดับสถิติโลกไปให้เซาแธมป์ตันในหน้าหนาวปีเดียวกัน เพราะเหตุใดกัน เจอร์เก้น คล็อปป์จึงกล้าทุ่มเงินมากมายขนาดนี้เพื่อกองหลังเพียงคนเดียว ที่ดูมูลค่าแล้วน่าจะซื้อได้ 3-4 คน เลย

แก้ไขจุดอ่อนสำคัญของหงส์แดง

อย่างที่แฟนบอลแทบทุกผู้รู้กัน ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องเกมรุก โดยเฉพาะในยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์ แต่จุดอ่อนที่สำคัญของพวกเขาคือ เกมรับ โดยเฉพาะกับการป้องกันลูกกลางอากาศ และนั้นคือจุดเด่นของฟาน ไดจ์ค ที่จะมาเติมเต็มได้

หลังสิ้นสุดฤดูกาล 2017/18 กองหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์ คือผู้เล่นที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้เมื่อดวลกันกลางอากาศได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก (นับเฉพาะผู้เล่นที่ลงสนามครบ 100 นาที) 78.4 เปอร์เซ็นต์

ช่วยให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เสียประตูจากลูกกลางอากาศน้อยมาก ๆ ทีมหนึ่งของลีก จากระยะเวลาแค่ 3 เดือน เมื่อพวกเขาได้ ฟาน ไดจ์ค มาร่วมทัพ

ศูนย์กลางในการบัญชาเกมรับ

เมื่อหมดยุคของ เจมี คาราเกอร์ , ซามี่ ฮูเปีย ก็ไม่มีกองหลังคนไหนเลยที่จะสามารถเป็นหลัก และคอยสั่งการ 4 กองหลังของทีมได้อย่างเด็ดขาด ด้วยบุคลิกอันแข็งกร้าว การอ่านเกมที่ฉะฉานของฟาน ไดจ์ค จึงเท่ากับเป็นการเติมจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญลงไปยังแนวรับของหงส์แดงในทันที

เพราะที่ผ่านมา นอกจากการป้องกันลูกกลางอากาศที่ย่ำแย่แล้ว การจัดระบบเกมรับ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่แนวรับหงส์แดงมักจะแสดงความผิดพลาด แต่เมื่อมีผู้นำเข้ามา พวกเขาก็ลดความผิดพลาดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเดินทางมาถึงตรงนี้ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ก็ได้พิสูจน์ ให้ใคร ๆ หลายคนได้เห็นแล้วว่า เงินจำนวน 75 ล้านปอนด์ ที่หงส์แดงลิเวอร์พูลได้จ่ายไปนั้นคุ้มค่าอย่างมาก เมื่อปัญหาของทีมที่เคยคาราคาซังถูกแก้ได้ซักที

และนี่อาจจะถึงเวลาแล้วก็เป็นได้ ที่ลิเวอร์พูลจะสามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก และก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สักที

 

4 ยอดดาวยิงแห่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะ ไบรตันส์ไปได้ 4-0 พร้อมกับการันตีอันดับ 4 กับประตูที่ 32 ของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอียิปต์ และเป็นการสร้างสถิติใหญ่ของนักฟุตบอลที่สามารถยิงประตูได้มากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล หลังเปลี่ยนกฎพรีเมียร์ลีกมาเตะกัน 38 นัด และในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษในยุคปัจจุบัน มีนักเตะเพียง 4 คนเท่านั้นที่สามารถยิงประตูได้เกิน 30 ลูกใน 1 ฤดูกาล

อลัน เชียร์เรอร์ ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 1995 / 1996

นี่คือปีแรก ที่พรีเมียร์ลีกเปลี่ยนระบบการเตะจาก 42 เกม มาเป็น 38 เกม และนักเตะคนแรกที่สามารถยิงได้เกิน 30 ลูกและคว้ารางวัลดานซัลโวประจำฤดูกาลก็คือ อลัน เชียร์เรอร์ โดยสมัยนั้น เชียร์เรอร์ค้าแข้งอยู่กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส แม้จะไม่สามารถช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ได้ แต่เขาก็สามารถสร้างเกียรติประวัติให้กับตนเอง

คริสเตียนโน้ โรนัลโด้ ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 2007 / 2008

           นักเตะคนต่อมาที่สามารถซัลโวในลีกเกิน 30 ประตูก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นักเตะรางวัลบัลลงดอร์ 4 สมัยในปัจจุบัน คริสเตียนโน้ โรนัลโด้ และด้วยความยอดเยี่ยมของคริสตี้ ทำให้ปีนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปได้อย่างสวยสดงดงาม และโรนัลโด้ยังสานต่อความร้อนแรงของเขา ด้วยการส่งให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะเชลซีและคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ

หลุยส์ ซัวเรส ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 2013 / 2014

ว่ากันว่าฤดูกาล 2013/2014 คือฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดก็ว่าได้ หากไม่ใช่ความผิดพลาดหรือขาดประสบการณ์ของพวกเขาเอง หงส์แดงคงเถลิงบัลลังก์แชมป์ที่รอคอยมานานได้อย่างแน่นอน เนื่องจากความร้อนแรงของ หลุยส์ ซัวเรซหัวหอกประจำทีมที่ซัลโวไปถึง 31 ประตูในฤดูกาลนั้น และนับเป็นนักเตะคนที่ 3 ที่สามารถถล่มประตูในหนึ่งฤดูกาลได้เกินเลข 30

โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ( 32 ประตู ) ฤดูกาล 2017 / 2018

         ฤดูกาล 2017/2018 คือปีที่สถิติที่อยู่มานาน 19 ปีถูกทำลายลง เมื่อลิเวอร์พูลคว้าตัว ปีกจอมถล่มประตูอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ มาจาก อาแอส โรม่า และเพียงฤดูกาลแรกเท่านั้น แข้งชาวอียิปต์ก็โชว์ฟอร์มซัดไปถึง 32 ประตูในลีก ส่งให้โมซาลาห์ของแฟนหงส์แดง คว้ารองเท้าทองคำ และทำลายสถิติ 31 ประตูลงได้สำเร็จ

นับเป็นความดีความชอบของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหงส์แดงที่มองเห็นถึงศักยภาพของอดีตแข้งเชลซีรายนี้ หลังจากเจ้าตัวไม่สามารถพิสูจย์ตนเองกับทีมดังจากลอนดอนได้

หลังจากนี้เราคงต้องเฝ้าติดตามว่า สถิติ 32 ประตูของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จะอยู่ได้นานสักแค่ไหน

 

เยอรมันเทรนเนอร์กุนซือที่เน้น “ใจ” เป็นหลัก

ในโลกแห่งฟุตบอล มีกุนซือมากมายหลายสัญชาติ และทุกคนล้วนมีความคิด สไตล์การคุมทีมที่แตกต่างกันไป บ้างเน้นแทคติก เน้นระบบการเล่น อาศัยทักษะความสามารถของนักเตะ เช่นเดียวกับกุนซือชาวเยอรมัน พวกเขามักจะมุ่งเน้นไปยังใจ ของนักเตะเป็นอันดับแรก ๆ ในการทำทีม และจัดแผนการเล่น

เพราะใจคือเส้นทางแห่งความสำเร็จ

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือจากค่ายหงส์แดง ลิเวอร์พูล จัดเป็นเทรนเนอร์ที่นิยมชมชอบในการเล่นเกมเพรชชิ่ง แยกบอลจากเท้าคู่ต่อสู้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อดีตโค้ชใหญ่แห่งดอร์ทมุนด์ มักจะมีทีเด็ดในเรื่องหัวใจ ในการเอาชนะใชลูกทีม

หลังจากตกลงรับงานคุมทีมลิเวอร์พูล สิ่งแรกที่คล็อปป์ทำคือ เขาเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวกับทีม ทั้งสต๊าฟ ทีมงานทุกคน รวมถึงเชฟผู้ทำอาหารที่เมลวู๊ด โดยการขอให้ทุกคนเปิดใจ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเขา และสิ่งต่าง ๆ ที่เขาจะต้องรู้ในการเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล และนี่คือส่วนหนึ่งที่คล็อปป์ใช้วิธีการบริหารทีมด้วยใจ ทำความเข้าใจ เชื่อใจ และให้ใจกับทุกคน ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือพาทีมไปหาความสำเร็จ

ตลอดการคุมทีมหงส์แดงของเจอร์เก้น คล็อปป์ แทบไม่มีใครไหนที่โค้ชรายนี้จะออกมาตำหนินักเตะผ่านสื่อ มีแต่คอยออกตัวปกป้องเท่านั้น “ผมจะไม่ยอมตำหนิพวกเขาต่อหน้าพวกคุณ(นักข่าว)เด็ดขาด เรื่องภายในก็ต้องอยู่ภายใน เพราะถ้าเป็นผม ผมคงรู้สึกแย่ถ้าต้องโดนผู้ใหญ่ดุต่อหน้าเพื่อน ๆ” โค้ชสัญชาติเยอรมันกล่าว

เมื่อให้ใจก็จะได้ใจกลับคืน

เดวิด วากเนอร์ เทรนเนอร์จากฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ คือหนึ่งในกุนซือชาวเยอรมันที่มีสไตล์เด่นชัดในเรื่องของการคุมทีมด้วยการให้ใจกับนักเตะ “ครั้งแรกที่ผมรับงานที่นี่ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้พวกเขาผ่อนคลาย และทำความเข้าใจ หากคุณไม่เข้าใจหรือสงสัย แม้ผมจะอธิบายมันไปสัก 100 ครั้ง ผมก็เริ่มใหม่ได้ ถ้าคุณต้องการ”

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลาย ๆ ครั้ง นักเตะฮัดเดอร์สฟิลด์ ลงสนามด้วยความมุ่งมั่นทุมเท เพราะโค้ชของพวกเขาคอยกระตุ้นปลุกเร้าอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้กุนซือหนุ่มอย่าง จูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ คือหนึ่งในกุนซือเยอรมันสไตล์ที่ใช้ความเข้าใจในการคุมทัพ ฮอฟเฟ่นไฮม์ “ความเข้าใจของนักเตะคือเรื่องสำคัญสำหรับผม พวกเขาต้องเล่นด้วยใจ ผลการแข่งขันสำหรับผม หัวใจคือส่วนสำคัญ มากกว่าแทคติกไหน ๆ”

นาเกลส์มันน์ อายุเพียง 29 เท่านั้น  ตอนเขาพาทีม ฮอฟเฟ่นไฮม์ เข้าไปเล่นในเพลย์ออฟฟุตบอลยูฟ่า แชมป์เปี้ยส์ลีก ทั้ง ๆ ที่ เขาอายุน้อยกว่านักเตะบางคนด้วยซ้ำ

จะเห็นได้ว่าความไว้ใจ เชื่อใจ และเข้าใจ คือสิ่งที่เป็นจุดเด่น ที่มีอยู่ของกุนซือสัญชาติเยอรมันแทบทุกคน

 

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสเปอร์ “เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่”

อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตตำนานกุนซือทีมปืนใหญ่ อาร์เซน่อล เคยออกมาหยอกล้อทีมอริร่วมเมืองทีมนี้ว่า “คุณต้องไม่เชื่อผมแน่ วันไหนที่ผมได้ดูการแข่งของสเปอร์หน้าจอทีวี ผมไม่เคยดูพวกเขาเล่นจนจบซักที ต้องเผลอหลับทุกครั้ง”

แน่นอนคำกล่าวของอดีตพ่อใหญ่แห่งเอมิเรสเตเดียมไม่ได้เกินจริง เพราะแม้ทีมไก่เดือยทองจะเคยแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในบางครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยก้าวข้ามทีมคู่กัดอย่างอาร์เซน่อลได้เลย

จนเมื่อเขามาถึง “เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่”

หลังจากความสำเร็จของแฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ในปี 2008 – 2012 สเปอร์ก็มีฟอร์มการเล่นที่ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทั้งยุคของ อังเดร วิลลัช-โบอัช และทิม เชอร์วู้ด จนพวกเขาทาบทามโค้ชไฟแรงอย่าง โปเช็ตติโน่ จากเซาแธมป์ตันได้สำเร็จ จากนั้นกราฟผลงานของทีมสีขาวจากลอนดอนก็เริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนหลาย ๆ ทีมหันกลับมาจับตามอง

การพยายามค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนผู้เล่นที่ละน้อย แก้ไขรูปแบบของทีมไปทีละจุด ผันแปรตั้งแต่ฟันเฟืองเล็ก ๆ คือสิ่งที่ โปเช็ตติโน่ทำเมื่อมาถึงไวท์ ฮาร์ท เลน นักเตะมากมายที่มีอยู่ในทีม กำลังสับสนจากการเปลี่ยนแปลงของผู้จัดการทีมถึง 2 ครั้งในรอบ 2 ปี

ก้าวแรกในการเปลี่ยนแปลง

“ผมต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพวกเขาตั้งแต่ทัศนคติก่อนลงสนาม เรื่องแทคติกหรือระบบนั้นเปลี่ยนแปลงง่าย แต่ทัศนคติเราต้องเริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะมันคือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงทีม”  กุนซือเลือดอาร์เจนไตย์กล่าวหลังพาลูกทีมลงฝึกซ้อมในวันแรก

เมื่อนักเตะส่วนเกินถูกถ่ายออกไปจากทีม ระบบการเล่นเริ่มลงตัวขึ้น ผู้เล่นหน้าใหม่ถูกอิมพอร์ตเข้ามา โปเช็ตติโน่เปลี่ยนสเปอร์จากทีมที่เคยสับสน หาแนวทางของตนเองไม่เจอ กลายเป็นทีมที่เล่นเกมรุกได้อย่างรวดเร็ว ดุดัน “พอช” สร้างนักเตะชั้นยอดหลายคนขึ้นมาประดับวงการฟุตบอลลีกอังกฤษ แฮรี่ เคน กองหน้าส่วนเกินที่ไร้การเหลียวแลมาตลอด ก้าวสู่หัวหอกหมายเลข 1 ของทีมชาติอังกฤษ เดเล่ อัลลี่ ตัวรุกจากทีมนอกลีก กลายเป็นนักเตะที่ทีมชั้นนำของยุโรปต้องการได้ตัวไปร่วมทีม

เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสันของยุคใหม่

อินเนอร์ในการคุมทีม สไตล์การเล่นเกมบุกอันร้อนแรง สายตาที่เฉียบคม ทำให้ทั้งสื่อ และแฟนบอลต่างยกให้ โปเช็ตติโน่ เป็น อเล็ก เฟอร์กูสันแห่งยุคสมัยใหม่

นอกจากจะถูกยกให้เป็นนิวเฟอร์กูสันแล้ว ว่ากันว่า บรมกุนซือแห่งปีศาจแดงหมายมั่นว่า สักวันหนึ่ง โปเช็ตติโน่ น่าจะเป็นคนที่มาสานต่อบัลลังก์ของเขาได้อย่างแน่นอน

หลังจากล้มเหลวกับการทุ่มเงินซื้อนักเตะมากมายเพื่อเปลี่ยนแปลงทีม แต่ดูเหมือนว่า โปเช็ตติโน่ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสเปอร์ไปเลย

 

ฟุตบอลแอนด์ทราเวล ดูบอลอย่างไรให้ได้เที่ยวทั้งครอบครัว


ถ้าพูดถึงการแข่งขันฟุตบอล เรามักนึกถึงสนามหลักอย่างราชมังคลากีฬาสถาน หรือสนามศุภชลาศัย ที่เป็นของราชการ บรรยากาศเดิม ๆ ในเมืองหลวง การจราจรจอแจ เร่งรีบ ต้องรีบไปให้ทันจอดรถ และรอรถติดตอนกลับ นั่นเป็นเรื่องน่าเบื่อหลังเกมการแข่งขันไม่น้อย

แต่วันนี้เรามีไอเดีย บรรยากาศใหม่ ๆ เที่ยวไปดูบอลไป สนุกยกครอบครัว

                1.บุรีรัมย์ กับ นิว ไอ-โมบาย สเตเดียม สนามบอลท้องถิ่นภาคอีสาน และเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่อันดับ 1 ของไทย คว้าแชมป์ลีกสูงสุดทีมเดียวตลอดกาล เป็นสนามในการดูแล ของ อขจ.บุรีรัมย์ และยังเป็น Football staduim แท้ ๆ ไร้ลู่วิ่ง มีความจะระดับ 32,000 ที่นั่ง อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติมากมาย เช่น อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง, วนอุทยานเขากระโดง, ปราสาทเมืองต่ำ, เขื่อนลำนางรอง, แหล่งหินตัด การเดินทางก็สะดวกสบายทั้งรถยนต์ รถโดยสาร และเครื่องบิน

                2.เชียงราย กับ ยูไนเต็ดสเตเดียม สนามฟุตบอลเหนือสุดแดนสยาม อยู่ติดสนามบินแม่ฟ้าหลวง เรียกได้ว่าเป็น Football Staduim  ที่เดินทางสะดวกที่สุดในประเทศ มีความจุ 15,000 คน มาเชียงรายทั้งที ก็ต้องสัมผัสอากาศหนาวตามยอดดอย และเข้าวัดวาเพิ่มความเป็นสิริมงคล อย่าพลาด วัดร่องขุ่น, พิพิธภัณฑ์บ้านดำ, พระตำหนักดอยตุง, ตลาดแม่สาย, ไร่บุญรอด, วนอุทยานภูชี้ฟ้า

               3.ราชบุรี กับ สนามใหม่ล่าสุด มิตรผล สเตเดี้ยม ออกแบบได้แปลกตากับการจัดวางเก้าอี้สีส้มสลับดำ มองไกล ๆ แล้วเหมือนเปลวไฟร้อนแรงกำลังลุกโชน  มีความจุ 13,000 ที่นั่ง ตั้งอยู่บนภูมิทัศน์ที่โอบล้อมด้วยภูเขา และไม่ไกลจากกรุงเทพ ขับรถไปกลับยังได้  เต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมสวย ๆ ลองวางแผนทริปดูบอลท่องเที่ยว ที่เหล่านี้ดู อุทยานหินเขางู, โรงงานเซรามิคเถ้าฮงไถ่, Street Art, บ้านหอมเทียน สวนผึ้ง, เขากระโจม

              4.ชลบุรี สเตเดียม  ทีมยิ่งใหญ่สุดในดินแดนตะวันออก สนามเหย้าชลบุรีเอฟซีมี ความจุ 8600 คน สนามมาตราฐานที่เคยจัดกีฬาแห่งชาติมาแล้ว แน่นอนว่ามาชลบุรีทั้งทีเราก็ต้องเที่ยวทะเล ทั้งบางแสน พัทยา ทางผ่านทั้งนั้น แถมยังมีสวนสัตว์ศรีราชาให้ลูก ๆ ได้สนุกอีก อย่าลืมแวะหาของกินที่อ่าวอุดมตอนเย็น หรือแวะตลาดหนองมนซื้อข้าวหลามมาฝากคนกรุงเทพก็ได้

              5.สนามกีฬากลางจังหวัดสุพรรณบุรี อีกหนึ่งทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่อดีต มีความจุถึง 22,000 ที่นั่ง เคยสร้างปรากฏการณ์สนามแตก คนดูแห่เข้าคิวจองตั๋วกันตั้งแต่ตี 5 มาแล้ว ในฤดูกาล 2013 แถมยังผ่านการเป็นเจ้าภาพกีฬาสำคัญ ๆ ระดับประเทศมามากมาย ถ้าพูดถึงแหล่งท่องเที่ยว สุพรรณบุรีเป็นเมืองเก่าแก่ทั้งประวัติศาสตร์ การเมือง อู่ข้าวอู่น้ำของภาคกลาง ขอแนะนำให้แฟนบอลสายบุญ อย่าพลาดไหว้ขอพรหลวงพ่อโตวัดป่าเลไลย์ พระคู่บ้านคู่เมือง ไม่ไกลกันก็มีอุทยานมังกรสวรรค์ เป็นทั้งศาลหลักเมืองและแหล่งท่องเที่ยว หรือจะเลยไปที่บึงฉวากฯ และปิดท้ายที่ตลาดร้อยปีสามชุกก็ได้

ทั้ง 5 ทีมฟุตบอลด้านบนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของทีมฟุตบอลของประเทศไทย ที่พร้อมรอคอยให้คุณได้ไปสัมผัสบรรยากาศ การเชียร์บอล และสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ ๆ สนาม อย่าลืมหาเวลาว่าง พาครอบครัว หรือรวมตัวกับเพื่อน ๆ ไปตะลุยฟุตบอลไทยด้วยกัน

 

6 สถานที่ดูบอล สนุกได้กับเพื่อนไม่ง้อขอบสนาม


หลายคนชอบดูบอล และต้องดูกับเพื่อนที่รู้ใจด้วย จะต่างทีมหรือทีมเดียวกันก็ได้ความมันสะใจมากกว่า อาจมีเดิมพันแบบสร้างสรรค์นิดหน่อยให้พอสนุกสนาม แล้วจะมีสถานที่น่าดูบอลที่ไหนบ้าง

รวมไอเดีย ดูบอลสนุกยกก๊วนไม่ต้องเข้าสนาม

1.ร้านอาหาร สถานที่เบสิคแบบนี้พบเห็นโดยทั่วไป คนชอบดูบอลอย่างคุณคงจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว ด้วยจอยักษ์ที่ทางร้านเตรียมไว้ให้ นอกจากจะได้สนุกภายในก๊วนคุณแล้ว ยังมีคนอื่น ๆ ที่มาร่วมเชียร์กันอีก เพิ่มเดิมพัน มีกินดื่มได้เพื่อนสนุกสนาน ได้เฮฮาตลอด 90 นาที อาจมีได้รู้จักเพื่อนใหม่อีกมาก  จะเดิมพันกันแบบซอฟ ประสานสัมพันธ์กันก็ทำได้

                2.ลานหน้าบ้าน  ได้ฟิลอีกแบบสำหรับคนเพื่อนเยอะ แถมประหยัดตังได้ด้วย โทรเรียกเพื่อนมาตั้งโต๊ะดูบอล ต่อเครื่องฉายโปรเจคเตอร์ หรือดูผ่านสมาร์ทีวีจอใหญ่ให้ตื่นตาตื่นใจ ไม่ต้องมีค่าสนานที่ หรือจ่ายค่าชาร์จมิกซ์เซอร์ให้กระเป๋าฉีก มีแต่บรรยากาศแบบเพื่อน ๆ หรือสานสัมพันธ์ในหมู่ญาติ ๆ เพื่อนบ้านข้างเคียงมาเชียร์กันให้สนั่นหมู่บ้านไปเลย

                3.ในโฮมเธียเตอร์ แบบนี้ดูในห้องเฉพาะกลุ่มเล็กไม่อึกทึกรบกวนใคร ถ้าคุณมีเพื่อนบ้านข้างเคียงเยอะ และไม่อยากออกไปนั่งร้านข้างนอก ทำตัวเป็นเด็กดีอยู่กับบ้าน ชวนเพื่อนหรือคนรู้ใจมานั่งเชียร์บอลก็มันไปอีกแบบ ทีมไหนแพ้อาจจะมีเดิมพันแกล้งกันท้ายเกม ถ่ายรูปประจานลงโซเชียลมีเดีย เรียกเสียงหัวเราะจากคนอื่น ๆ ได้อีก

                4.ลานกางเต้นเขาใหญ่  เป็นสายลุยไม่คุยให้เสียเวลา ชอบเที่ยวผจญภัยตามป่าเขา แต่ก็ติดบอลแบบพลาดไม่ได้สักนัด แบบนี้ชวนเพื่อนไปกางเต็นท์นอนดูบอลผ่านมือถือที่เขาใหญ่ได้เลย ดูบอลท่ามกลางดวงดาว แสงจันทร์ กับบรรยากาศเย็นสบาย กลิ่นไอธรรมชาติ สิ่งสำคัญไม่ส่งเสียงดังเกินไป รบกวนสัตว์ รบกวนแขกอื่น ๆ เพิ่มเดิมพันทีมไหนแพ้ ทีมนั้นต้องเก็บเต็นท์ แค่คิดก็สนุกแล้ว

                5.ล่องเรือดูบอล  แค่ฟังก็รู้สึกถึงความหรูหรา แต่ไม่ต้องถึงกับใส่สูทผูกไทด์อะไร แต่งตัวสบาย ๆ ชุดบอลทีมโปรดนั่นแหละ คุณอาจจะจัดทริปล่องเรือ เหมาห้อง เหมาโซนลงขันกับเพื่อน ๆ ล่องไปตามริมแม่น้ำเจ้าพระยา แบบปาร์ตี้คอบอล ตั้งแต่เริ่มลงเรือ จนถึงจบทริป ใช้เวลาแค่บอลคู่เดียวก็เสร็จสิ้นพอดี สนนราคาก็ไม่มากมาย แต่ได้สนุนกับเพื่อน ๆ นี่สิคุ้มกว่า

                6.ริมหาด ได้บรรยากาศกลิ่นไอทะเล กางโต๊ะตั้งจอดูบอลริมหาด ในฤดูกาลบอลต่าง ๆ มีบริการไว้อยู่ทั่วตามชายหาดดัง ๆ ของบ้านเรา จะพัทยา ชลบุรี หาดป่าตอง ภูเก็ต  หรืออาจจัดทริปใกล้ ๆ อย่างหาดบางแสน หรือชะอำก็สะดวกสบาย ปิ้งย่างซีฟู้ดไปลุ้นบอลไป แบบนี้ทั้งอิ่มท้องและอิ่มใจ

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ไอเดียสนุก ๆ ที่จะช่วยให้การดูบอลของคุณสนุกขึ้นกว่าเดิม อย่างไรซะเราก็แนะนำว่าให้คุณดูบอลกับเพื่อนนั่นดีที่สุด สนุกด้วยกัน ดีใจด้วยกัน ถ้าทีมตรงข้ามกันก็จิกกัดกันเบา ๆ สุดท้ายก็เป็นเพื่อนกันอยู่ดี ไม่แน่ว่าการดูบอลตามสถานที่เหล่านี้ อาจเพิ่มความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นให้คุณและเพื่อนมากขึ้นก็ได้

 

5 เหตุผลดี ๆ ที่ควรไปดูฟุตบอลที่สนาม ที่ไม่ได้จากหน้าจอ


ในสมัยปัจจุบัน การรับชมกีฬาในประเภทต่าง ๆ นั้น สามารถรับชมได้หลายช่องทาง เช่น การไปดูที่ขอบสนาม ดูผ่านโทรทัศน์ ดูผ่านโทรศัพท์ด้วยระบบเครือข่ายอินเตอร์ หรือ การฟังวิทยุ แต่มีกีฬาประเภทหนึ่ง ที่ทั่วทั้งโลกต่างให้ความสนใจเป็นอย่างมาก และมักจะไปรับชมกันที่ขอบสนามกันเลย คือ ฟุตบอลนั่นเอง 

แล้วอะไรเป็นสาเหตุที่ใครหลาย ๆ คน อยากรับชมฟุตบอลที่ขอบสนามมากว่านั่นเจ่าอยู่หน้าทีวีล่ะ?

1.ได้อรรถรสที่สมจริง ซึ่งแน่นอน หากลุ้นกันที่ขอบสนาม ณ ตรงนั้น จะต้องเพ่งสายตาไปยังลูกบอลแบบช็อตต่อช็อต อีกทั้งถ้านักเตะกำลังจะลากไปทำประตูแล้วละก็ ผู้คนทั้งสนามที่เป็นพวกเดียวกับคุณจะส่งเสียงร้องแบบกึกก้องทั้งสนาม สิ่งเหล่านี้จะทำให้คุณที่นั่งติดขอบสนามนั้น อินตามกันไปเลยทีเดียว

2.รู้สกอร์ทันที ถามว่า แล้วถ้าดูโทรทัศน์หล่ะ ก็สามารถทราบสกอร์หรือคะแนนได้ไม่ใช่หรือ คำตอบก็คือใช่ คุณก็สามารถทราบสกอร์หรือคะแนนได้จากทางโทรทัศน์ได้ แต่สมมติว่า หากวันนั้น ระบบการแพร่ภาพเกิดขัดข้อง ก็ทำให้คุณหงุดหงิดในการฟังผู้บรรยายสกอร์คะแนน หรือวิจารณ์ ณ สถานนั้น ๆ ว่า ตอนนี้นักเตะแต่ละทีมกำลังทำอะไรกันอยู่ ฝ่ายไหนได้บอลกันแน่ และที่สำคัญ หากในสนามแข่งมีการวิวาทกัน การแพร่ภาพสด จะต้องมีความจำเป็นยุติลงแน่นอน ทำให้ผู้ชมทางบ้าน หรือผู้ชมทางสื่ออื่น ๆ ไม่ทราบเป็นที่แน่ชัดว่าเกิดอะไรกันแน่

3.ได้มิตรภาพใหม่ ๆ อย่างน้อย ๆ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม และเป็นคนที่เปิดโลกทัศน์กว้าง ย่อมต้องมีมิตรใหม่ ๆ มาร่วมสื่อสารกับคุณในเรื่องของฟุตบอลและนักเตะที่คุณชื่นชอบ ยิ่งถ้าชอบทีมเดียวกันด้วยแล้วหล่ะก็ มีเม้าท์กันต่อหลังจบเกมอีกนานเลยหล่ะ

4.ได้กินลมชมวิวดูทิวทัศน์ อย่างน้อยที่สุด คือผู้ชมจะต้องเดินทางออกมาจากนอกบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการขับรถ หรือโดยสารรถประจำทาง จะวิ่งหรือจะเดิน เพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง ทำให้คุณได้สัมผัสบรรยากาศนั้น ๆ ยิ่งถ้าเป็นเกมนัดเยือนด้วยแล้ว นั่นคือการผ่อนคลายเสมือนการไปเที่ยวเลยนะ

5.สามารถดูในสนามแข่งได้หลายมุมมอง ถ้าหากเราฟังหรือดูจากสื่อสารต่าง ๆ เราจะไม่สามารถดูมุมมองในสนามอย่างอิสระได้ โดยที่กล้องหันไปทางไหน คือเป็นการบังคับให้เราดูทางนั้น และแน่นอน อาจจะมีบ้างที่ทำให้ผู้ชมพลาดโอกาสดี ๆ เช่น สมมติเราต้องการเรียนรู้จากการเล่นบอล จากนักเตะบอลหรือไอดอลที่เราชื่นชอบ ถ้ากล้องไม่จับคน ๆ นั้น ก็จะทำให้เราไม่สามารถรับรู้การเล่น กิริยาต่าง ๆ หรือทักษะที่เขาแสดงออกมากนั้นได้เลย

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเชียร์กีฬาฟุตบอลทางไหนก็ตาม จะติดขอบสนามก็ดี จะทางโทรทัศน์ก็ดี หรือจะทางสื่อต่าง ๆ ทางอื่น ๆ ก็ดี สิ่งสำคัญที่สุด เราก็ควรรักษามารยาทในการเชียร์ หรือการรับชมด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาท และดูบอลกันอย่างสร้างสรรค์จะทำให้วงการฟุตบอลน่ารักน่าติดตามดูไปอีกนาน