Category Archives: ฟุตบอลต่างประเทศ

ว่าที่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุนเดสเทรนเนอร์ “ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์”

“แน่นอนครับ แทคติกคืออาวุธที่สามารถจะเอาชนะคู่แข่งได้ แต่สำหรับผม แทคติกมีผลแค่ 40 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก 60 เปอร์เซ็นต์ คือใจของนักเตะ” หนึ่งในแนวคิดของเทรนเนอร์สายเลือดใหม่ที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดในโลก “ยูเลี่ยน นาเกลส์มันน์” กุนซือผู้ถือครองรางวัล ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมของบุนเดสลีกา เมื่อฤดูกาล 2016 และเจ้าของสถิติผู้จัดการทีมอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ลีกสูงสุดของเยอรมันได้กล่าวเอาไว้

กุนซือสายเลือดใหม่ผู้จะประกาศศักดาในไม่ช้า

เทรนเนอร์ในวัย 30 ปี กำลังเป็นที่จับตามองจากยอดทีมทั่วยุโรป ในอนาคตข้างหน้าเขาจะได้ลงเอยกับยอดทีมไหน คงไม่อาจจะรู้ได้ แต่สิ่งที่แฟนบอล รวมถึงผู้สันทัดกรณีในโลกลูกหนัง ต่างลงความเห็นกันแล้วว่า เขานี่แหละจะเป็นผู้สืบทอดความยิ่งใหญ่ของกุนซือยุคใหม่ที่จะมาถึงในไม่ช้านี้

ด้วยปรัชญาการทำทีมที่ไม่เหมือนใคร ผสมผสานระหว่างการทำเกมบุกที่สวยงาม โดยอาศัยการครองบอลอันเหนียวแน่น และการเพรสซิ่งคู่แข่งที่ดุดัน รวดเร็วในการเล่นเกมรับ “ผมนำการแย่งบอลในแบบ คล็อปป์ มาประยุกต์ใช้กับการครองบอลแบบเป๊ป กวาดิโอล่า และ ทูเคิ่ล” ผู้จัดการทีมฮอฟเฟ่นไฮม์กล่าว

บาร์เยิน มิวนิค หรือทีมชาติเยอรมัน

“ผมยืนยันตรงนี้ 100% ฤดูกาลหน้ายูเลี่ยนจะอยู่กับเรา(ฮอฟเฟ่นไฮม์)” ปากคำจากอเล็กซานเดอร์ โรเซน ผู้อำนวยการกีฬาของ ฮอฟเฟ่นไฮ แต่ทุกคนต่างรับรู้กันดีว่าไม่วันใด ก็วันหนึ่งฮอฟเฟ่นไฮม์คงต้องยอมปล่อยตัวนาเกลส์มันน์ เพื่อเขาจะได้เดินทางสร้างเกียรติประวัติแก่ตนเอง แล้วงานต่อไปของเขาจะเป็นที่ไหนกัน?

สโมสรอันดับ 1 ของบุนเดสลีกา บาร์เยิน มิวนิค

          ทีมเสือใต้ ดูเหมือนจะมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่เหมาะสมกับเทรนเนอร์ไฟแรงคนนี้ อย่างแรกคือ เป็นความใฝ่ฝันของเจ้าตัว อย่างที่ 2 คือ เป็นคนเยอรมันโดยกำเนิด และเป็นกุนซือที่เน้นเกมรุก แนวทางเดียวกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่งบรรดาพ่อใหญ่แห่งเสือใต้ชื่นชอบ เพียงแต่กุนซือวัย 30 ปีคนนี้ มีโอกาสจะโยกมารับงานกับบาร์เยินได้มากกว่า คล็อปป์ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเลือดของดอร์ทมุนด์ ทีมคู่แข่งที่สำคัญนั่นเอง

          สุดท้ายแล้วแฟนบอลก็ยังต้องลุ้นต่อไปว่าเขาจะลงเอยที่ใด หรืออาจจะเข้าไปสานต่องานโยกี้ เลิฟ กับทีมชาติเยอรมัน ชุดใหญ่ก็ได้ แน่นอนว่าอาจจะดูเร็วเกินไปที่จะยกให้ นาเกลส์มันน์ คุมทีมอินทรีเหล็ก แต่หากเรามองในแง่ของความเป็นจริงที่ว่า กุนซือโยอัคคิม เลิฟ เพิ่งทำการต่อสัญญากับทีมออกไปอีกถึงปี 2022 นั่นอาจจะหมายความว่า เมื่อถึงตอนนั้น นาเกลส์มันน์ก็อาจจะพร้อมแล้ว สำหรับทีมชาติชุดใหญ่ และเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้เขียนตำนานบทใหญ่แห่งวงการฟุตบอลอย่างแน่นอน

 

บราซิลเลี่ยน ชนชาติแห่งฟุตบอลจากสายเลือดของจริง

“สกิลชั้นยอด ทักษะฝีเท้าโดดเด่น คล่องแคล่วหาตัวจับยาก และล้วนเต็มไปด้วยจินตนาการ” นี้คือคำจำกัดความของนักเตะสัญชาติบราซิล หรือในวงการฟุตบอลเรียกว่า บราซิลเลี่ยนสไตล์ หากย้อนไปในยุคอดีต ผู้เล่นที่สร้างชื่อเสียงให้สไตล์การเล่นของนักเตะบราซิลเป็นที่จับตามองจากคนทั่วโลกก็คือ “เอดิสัน อรันเตส โด นาสซิเมนโต้” หรือเรารู้จักเขาในนาม “เปเล่” นักฟุตบอลที่เรียกได้ว่า ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนัง หลังจากยุคนั้นไข่มุกดำ ก็ได้ส่งไม้ต่อให้รุ่นน้องร่วมชาติ ไม่ว่าจะเป็น “โรนัลโด้” หรือ R9 และ “โรนัลดินโญ่” จนถึงในยุคปัจจุบันก็ “เนย์มาร์” ที่เป็นสุดยอดนักเตะไปแล้วด้วยซ้ำ

ไม่ว่าจะกี่ยุคสมัยทีมจากอเมริกาใต้ทีมนี้ มักจะส่งนักเตะของพวกเขาออกมาโลดแล่นในโลกแห่งลูกหนังชั้นนำได้ตลอดเวลา และการันตีด้วยการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 5 สมัย มากกว่าทุกชาติในโลก อะไรเล่าคือปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 เป็นตัวเต็งของโลกฟุตบอลในแทบทุกยุค

เพราะฟุตบอลคือวิถีชีวิต

ว่ากันว่า หากคุณมายังประเทศอังกฤษ เมืองหลวงแห่งเกมกีฬาฟุตบอล คุณจะเจอกับสนามฟุตบอลมากมาย เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เด็ก ๆ ของพวกเขาเล่นฟุตบอลกันในสนามหญ้าแบบมาตรฐาน พร้อมด้วยรองเท้าสตั๊ดสุดเจ๋งจากห้างสรรพสินค้า แต่ถ้าคุณได้มีโอกาสย่างเท้าไปยังถิ่นริโอ เดอ จาเนโร คุณจะพบกับพวกเด็กท้องถิ่นเท้าเปล่า ที่กำลังเตะฟุตบอลกันข้างถนน หรือสนามฝุ่นครุ้งขรุขระ มองแว๊บแรกอาจคิดว่าไม่ใช่ภาพที่น่ามองเท่าไหร่นัก แต่หากลองเพ่งพินิจให้ดี ๆ คุณจะสามารถมองเห็นได้ถึงทักษะ และเชิงบอลชั้นยอด ที่ผ่านการฝึกฝน เรียนรู้ด้วยตนเอง ที่มาพร้อมแววตามุ่งมั่นทุกคู่

พวกเขาเติบโตจากความไม่สมบูรณ์แบบสู่ความสมบูรณ์แบบ

“พวกเขาคอนโทรลบอลได้เหมือนจับวาง และควบคุมมันเหมือนดั่งอวัยวะของร่างกาย” หนึ่งในทีมงานของ BBC ที่เคยเดินทางไปถ่ายทอดสารคดีลูกหนังยังประเทศบราซิล เคยกล่าวเอาไว้

ความขัดสน ความยากลำบาก ทำให้พวกเด็กชาวบราซิลเลี่ยนได้ฝึกฝนตนเอง ทั้งเพื่อความฝัน หรือชีวิตอันสดใส หนึ่งในตำนานนักเตะทีมแซมบ้า อย่างโรนัลดินโญ่เคยออกมาให้สัมภาษณ์ถึงชีวิตการเล่นฟุตบอลในวัยเด็ก “ผมเติบโตมาจากฟุตบอลริมถนน พวกเรามีข้อจำกัด มีพื้นที่จำกัด การเล่นฟุตบอลของพวกเราจึงต้องอาศัยความคล่องตัว บวกกับการฝึกฝนอย่างยากลำบาง และนั่นทำให้เราแกร่งกว่าเด็กที่อื่น ๆ”

จึงไม่น่าแปลกใจว่าเหตุใดแข้งชาวบราซิลเลี่ยนจึงเจนจัดในด้านทักษะ ด้านเทคนิคพื้นฐาน และเป็นที่ต้องการของสโมสรชั้นนำมากมาย เพราะวิถีชีวิตของพวกเขาผูกพันธ์กับฟุตบอล ฟุตบอลคือส่วนหนึ่งของชีวิต

 

ผิดหรือหากนักฟุตบอลจะเลือก “เงิน”

“ใช่แล้ว ผมเลือกย้ายมาที่นี่เพราะเงิน พวกคุณคิดถูก และผมไม่มีอะไรจะต้องปิดบังนี่ ผมไม่อยากที่จะมานั่งเสียใจ ผมขอเลือกที่จะให้ชีวิตผมมั่นคง ในอีก 20 ปีข้างหน้ากับธุรกิจส่วนตัว มากกว่าจะมานั่งระลึกความหลังถึงเกียรติประวัติ ในบ้านเก่าหลังซอมซ่อ” หนึ่งในคำให้การของ ออสก้า ดาวดังสัญชาติบราซิล ที่ในปัจจุบันเลือกพาตนเองมารับเงินก้อนโต ยังไชนีสซุปเปอร์ลีกกับทีมเซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี

คำพูดดังกล่าวของอดีตตัวรุกเชลซีอาจจะฟังดูบาดหู เสียดแทงแฟนบอลที่คอยสนับสนุนเล็ก ๆ แต่มันก็สามารถสะท้อนความเป็นจริงหลาย ๆ แง่มุมของวงการฟุตบอลออกมาได้ แม้เงินจะไม่ใช่ทุกอย่างของนักฟุตบอล แต่เงินก็เป็นส่วนสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

เพราะฟุตบอลคืออาชีพ

          สาเหตุหลัก ๆ ที่เราต้องประกอบอาชีพ ก็เพราะต้องการเงิน ต้องการสิ่งตอบแทนรวมถึงความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะนักฟุตบอล อาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีอายุในการใช้งานไม่นาน

โดยเฉลี่ยแล้วอาชีพนักฟุตบอลจะมีค่าเฉลี่ยแค่ 15 ปีเท่านั้น หากมากกว่านั้นคุณก็จะกลายเป็นส่วนเกินของสโมสรทันที

เพราะอย่าลืมว่า ถึงคุณจะจงรักภักดีกับสโมสรมากมายขนาดไหน แต่หากวันหนึ่งคุณหมดสภาพ วันหนึ่งคุณไม่สามารถทำประโยชน์ให้สโมสรได้ คุณก็จะถูกผลักไสไล่ส่งออกไปอยู่ดี

ในปัจจุบันเราจะเห็นนักเตะมากมายที่ถูกสโมสรเลิกจ้าง ไม่ต่อสัญญาอย่างไร้เยื่อใย แม้ว่าจะเคยสร้างประวัติศาสตร์กับทีมมามากแค่ไหนก็ตาม แฟรงค์ แลมพาร์ด จอห์น เทอร์รี่ หรือแม้แต่สตีเวน เจอร์ราร์ดก็ดี พวกเขาเหล่านี้ต่างถูกปล่อยออกจากทีมแบบฟรี ๆ โดยไม่สนใจว่าจะเคยทำอะไรไว้บ้าง  จึงไม่น่าแปลกใจที่ออสก้าจะเลือกไปรับเงินปีละ 20 ล้านยูโร กับความมั่นคงของชีวิตในอนาคต

นักฟุตบอลส่วนใหญ่ ในปัจจุบัน เริ่มต้องการเงินมากกว่าชื่อเสียง

          ฟุตบอลในยุคปัจจุบัน เราจึงได้เห็นนักฟุตบอลแบบวันแมนคลับน้อยลงทุกที นักเตะแบบไรอัน กิ๊ก , พอล สโคลส์ , ฟิลิปป์ ลาห์ม แทบหาไม่ได้แล้วในยุคนี้ นักเตะหลาย ๆ คนต้องดิ้นรนเพื่ออนาคตของตนเอง เช่นเดียวกับสโมสร ผลงานในสนามหมายถึงรายได้ที่จะเข้ามาจุนเจอทีม และที่มาของผลงานอันสวยงาม คือนักเตะที่พร้อมจะทำตามคำสั่ง เล่นตามแทคติกของเทรนเนอร์ แต่เมื่ออายุคุณเริ่มมากขึ้น ร่างกายก็เริ่มโรยรา สมองอาจจะสั่งการ เพียงร่างกายไม่ปฏิบัติตาม ก็เท่ากับว่าคุณเริ่มทำตามสิ่งที่สโมสรต้องการไม่ได้ การขายคุณออกไป หรือปล่อยออกจากทีม จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะทุกอย่างมีวัฏจัก มีจุดสูงสุด ก็มีจุดต่ำสุด ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะตักตวงจุดสูงสุดของคุณได้ดีแค่ไหน ถ้าหากเลือกเล่นเพื่อเงินแล้วครอบครัว ชีวิตสบาย ก็คงไม่ใช่เรื่องผิด

 

ฟาน ไดจ์ค ทำไมต้องยอมจ่าย 75 ล้านปอนด์

ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สัก 4-5 ปี คงจะไม่มีใครคาดคิดว่า ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังสักหนึ่งคน จะมีค่าเหนื่อยตอบแทนสูงถึง 75 ล้านปอนด์ได้ แต่หงส์แดงลิเวอร์พูลได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สถิติกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกลูกหนัง จะต้องถูกเขาทำลายโดยนักแตะที่ชื่อ “เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค”

ค่าตัวอันบ้าคลั่งนี้ถูกทุ่มลงไป ด้วยความหมายมั่นปั้นมือของกุนซือเฮฟวี่เมทัล เจอร์เก้น คล็อปป์ สถิติของ ไคล์ วอล์คเกอร์ วิงแบ็คขวาที่ย้ายจากสเปอร์ ไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยจำนวนเงิน 54 ล้านปอนด์ ในหน้าร้อนปี 2017 ถูกทำลายลงภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน เมื่อบอสใหญ่แห่งหงส์แดง หอบสินสอดระดับสถิติโลกไปให้เซาแธมป์ตันในหน้าหนาวปีเดียวกัน เพราะเหตุใดกัน เจอร์เก้น คล็อปป์จึงกล้าทุ่มเงินมากมายขนาดนี้เพื่อกองหลังเพียงคนเดียว ที่ดูมูลค่าแล้วน่าจะซื้อได้ 3-4 คน เลย

แก้ไขจุดอ่อนสำคัญของหงส์แดง

อย่างที่แฟนบอลแทบทุกผู้รู้กัน ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องเกมรุก โดยเฉพาะในยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์ แต่จุดอ่อนที่สำคัญของพวกเขาคือ เกมรับ โดยเฉพาะกับการป้องกันลูกกลางอากาศ และนั้นคือจุดเด่นของฟาน ไดจ์ค ที่จะมาเติมเต็มได้

หลังสิ้นสุดฤดูกาล 2017/18 กองหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์ คือผู้เล่นที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้เมื่อดวลกันกลางอากาศได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก (นับเฉพาะผู้เล่นที่ลงสนามครบ 100 นาที) 78.4 เปอร์เซ็นต์

ช่วยให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เสียประตูจากลูกกลางอากาศน้อยมาก ๆ ทีมหนึ่งของลีก จากระยะเวลาแค่ 3 เดือน เมื่อพวกเขาได้ ฟาน ไดจ์ค มาร่วมทัพ

ศูนย์กลางในการบัญชาเกมรับ

เมื่อหมดยุคของ เจมี คาราเกอร์ , ซามี่ ฮูเปีย ก็ไม่มีกองหลังคนไหนเลยที่จะสามารถเป็นหลัก และคอยสั่งการ 4 กองหลังของทีมได้อย่างเด็ดขาด ด้วยบุคลิกอันแข็งกร้าว การอ่านเกมที่ฉะฉานของฟาน ไดจ์ค จึงเท่ากับเป็นการเติมจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญลงไปยังแนวรับของหงส์แดงในทันที

เพราะที่ผ่านมา นอกจากการป้องกันลูกกลางอากาศที่ย่ำแย่แล้ว การจัดระบบเกมรับ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่แนวรับหงส์แดงมักจะแสดงความผิดพลาด แต่เมื่อมีผู้นำเข้ามา พวกเขาก็ลดความผิดพลาดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเดินทางมาถึงตรงนี้ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ก็ได้พิสูจน์ ให้ใคร ๆ หลายคนได้เห็นแล้วว่า เงินจำนวน 75 ล้านปอนด์ ที่หงส์แดงลิเวอร์พูลได้จ่ายไปนั้นคุ้มค่าอย่างมาก เมื่อปัญหาของทีมที่เคยคาราคาซังถูกแก้ได้ซักที

และนี่อาจจะถึงเวลาแล้วก็เป็นได้ ที่ลิเวอร์พูลจะสามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก และก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สักที

 

4 ยอดดาวยิงแห่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะ ไบรตันส์ไปได้ 4-0 พร้อมกับการันตีอันดับ 4 กับประตูที่ 32 ของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอียิปต์ และเป็นการสร้างสถิติใหญ่ของนักฟุตบอลที่สามารถยิงประตูได้มากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล หลังเปลี่ยนกฎพรีเมียร์ลีกมาเตะกัน 38 นัด และในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษในยุคปัจจุบัน มีนักเตะเพียง 4 คนเท่านั้นที่สามารถยิงประตูได้เกิน 30 ลูกใน 1 ฤดูกาล

อลัน เชียร์เรอร์ ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 1995 / 1996

นี่คือปีแรก ที่พรีเมียร์ลีกเปลี่ยนระบบการเตะจาก 42 เกม มาเป็น 38 เกม และนักเตะคนแรกที่สามารถยิงได้เกิน 30 ลูกและคว้ารางวัลดานซัลโวประจำฤดูกาลก็คือ อลัน เชียร์เรอร์ โดยสมัยนั้น เชียร์เรอร์ค้าแข้งอยู่กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส แม้จะไม่สามารถช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ได้ แต่เขาก็สามารถสร้างเกียรติประวัติให้กับตนเอง

คริสเตียนโน้ โรนัลโด้ ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 2007 / 2008

           นักเตะคนต่อมาที่สามารถซัลโวในลีกเกิน 30 ประตูก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นักเตะรางวัลบัลลงดอร์ 4 สมัยในปัจจุบัน คริสเตียนโน้ โรนัลโด้ และด้วยความยอดเยี่ยมของคริสตี้ ทำให้ปีนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปได้อย่างสวยสดงดงาม และโรนัลโด้ยังสานต่อความร้อนแรงของเขา ด้วยการส่งให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะเชลซีและคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ

หลุยส์ ซัวเรส ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 2013 / 2014

ว่ากันว่าฤดูกาล 2013/2014 คือฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดก็ว่าได้ หากไม่ใช่ความผิดพลาดหรือขาดประสบการณ์ของพวกเขาเอง หงส์แดงคงเถลิงบัลลังก์แชมป์ที่รอคอยมานานได้อย่างแน่นอน เนื่องจากความร้อนแรงของ หลุยส์ ซัวเรซหัวหอกประจำทีมที่ซัลโวไปถึง 31 ประตูในฤดูกาลนั้น และนับเป็นนักเตะคนที่ 3 ที่สามารถถล่มประตูในหนึ่งฤดูกาลได้เกินเลข 30

โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ( 32 ประตู ) ฤดูกาล 2017 / 2018

         ฤดูกาล 2017/2018 คือปีที่สถิติที่อยู่มานาน 19 ปีถูกทำลายลง เมื่อลิเวอร์พูลคว้าตัว ปีกจอมถล่มประตูอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ มาจาก อาแอส โรม่า และเพียงฤดูกาลแรกเท่านั้น แข้งชาวอียิปต์ก็โชว์ฟอร์มซัดไปถึง 32 ประตูในลีก ส่งให้โมซาลาห์ของแฟนหงส์แดง คว้ารองเท้าทองคำ และทำลายสถิติ 31 ประตูลงได้สำเร็จ

นับเป็นความดีความชอบของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหงส์แดงที่มองเห็นถึงศักยภาพของอดีตแข้งเชลซีรายนี้ หลังจากเจ้าตัวไม่สามารถพิสูจย์ตนเองกับทีมดังจากลอนดอนได้

หลังจากนี้เราคงต้องเฝ้าติดตามว่า สถิติ 32 ประตูของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จะอยู่ได้นานสักแค่ไหน

 

เยอรมันเทรนเนอร์กุนซือที่เน้น “ใจ” เป็นหลัก

ในโลกแห่งฟุตบอล มีกุนซือมากมายหลายสัญชาติ และทุกคนล้วนมีความคิด สไตล์การคุมทีมที่แตกต่างกันไป บ้างเน้นแทคติก เน้นระบบการเล่น อาศัยทักษะความสามารถของนักเตะ เช่นเดียวกับกุนซือชาวเยอรมัน พวกเขามักจะมุ่งเน้นไปยังใจ ของนักเตะเป็นอันดับแรก ๆ ในการทำทีม และจัดแผนการเล่น

เพราะใจคือเส้นทางแห่งความสำเร็จ

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือจากค่ายหงส์แดง ลิเวอร์พูล จัดเป็นเทรนเนอร์ที่นิยมชมชอบในการเล่นเกมเพรชชิ่ง แยกบอลจากเท้าคู่ต่อสู้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อดีตโค้ชใหญ่แห่งดอร์ทมุนด์ มักจะมีทีเด็ดในเรื่องหัวใจ ในการเอาชนะใชลูกทีม

หลังจากตกลงรับงานคุมทีมลิเวอร์พูล สิ่งแรกที่คล็อปป์ทำคือ เขาเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวกับทีม ทั้งสต๊าฟ ทีมงานทุกคน รวมถึงเชฟผู้ทำอาหารที่เมลวู๊ด โดยการขอให้ทุกคนเปิดใจ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเขา และสิ่งต่าง ๆ ที่เขาจะต้องรู้ในการเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล และนี่คือส่วนหนึ่งที่คล็อปป์ใช้วิธีการบริหารทีมด้วยใจ ทำความเข้าใจ เชื่อใจ และให้ใจกับทุกคน ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือพาทีมไปหาความสำเร็จ

ตลอดการคุมทีมหงส์แดงของเจอร์เก้น คล็อปป์ แทบไม่มีใครไหนที่โค้ชรายนี้จะออกมาตำหนินักเตะผ่านสื่อ มีแต่คอยออกตัวปกป้องเท่านั้น “ผมจะไม่ยอมตำหนิพวกเขาต่อหน้าพวกคุณ(นักข่าว)เด็ดขาด เรื่องภายในก็ต้องอยู่ภายใน เพราะถ้าเป็นผม ผมคงรู้สึกแย่ถ้าต้องโดนผู้ใหญ่ดุต่อหน้าเพื่อน ๆ” โค้ชสัญชาติเยอรมันกล่าว

เมื่อให้ใจก็จะได้ใจกลับคืน

เดวิด วากเนอร์ เทรนเนอร์จากฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ คือหนึ่งในกุนซือชาวเยอรมันที่มีสไตล์เด่นชัดในเรื่องของการคุมทีมด้วยการให้ใจกับนักเตะ “ครั้งแรกที่ผมรับงานที่นี่ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้พวกเขาผ่อนคลาย และทำความเข้าใจ หากคุณไม่เข้าใจหรือสงสัย แม้ผมจะอธิบายมันไปสัก 100 ครั้ง ผมก็เริ่มใหม่ได้ ถ้าคุณต้องการ”

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลาย ๆ ครั้ง นักเตะฮัดเดอร์สฟิลด์ ลงสนามด้วยความมุ่งมั่นทุมเท เพราะโค้ชของพวกเขาคอยกระตุ้นปลุกเร้าอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้กุนซือหนุ่มอย่าง จูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ คือหนึ่งในกุนซือเยอรมันสไตล์ที่ใช้ความเข้าใจในการคุมทัพ ฮอฟเฟ่นไฮม์ “ความเข้าใจของนักเตะคือเรื่องสำคัญสำหรับผม พวกเขาต้องเล่นด้วยใจ ผลการแข่งขันสำหรับผม หัวใจคือส่วนสำคัญ มากกว่าแทคติกไหน ๆ”

นาเกลส์มันน์ อายุเพียง 29 เท่านั้น  ตอนเขาพาทีม ฮอฟเฟ่นไฮม์ เข้าไปเล่นในเพลย์ออฟฟุตบอลยูฟ่า แชมป์เปี้ยส์ลีก ทั้ง ๆ ที่ เขาอายุน้อยกว่านักเตะบางคนด้วยซ้ำ

จะเห็นได้ว่าความไว้ใจ เชื่อใจ และเข้าใจ คือสิ่งที่เป็นจุดเด่น ที่มีอยู่ของกุนซือสัญชาติเยอรมันแทบทุกคน

 

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสเปอร์ “เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่”

อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตตำนานกุนซือทีมปืนใหญ่ อาร์เซน่อล เคยออกมาหยอกล้อทีมอริร่วมเมืองทีมนี้ว่า “คุณต้องไม่เชื่อผมแน่ วันไหนที่ผมได้ดูการแข่งของสเปอร์หน้าจอทีวี ผมไม่เคยดูพวกเขาเล่นจนจบซักที ต้องเผลอหลับทุกครั้ง”

แน่นอนคำกล่าวของอดีตพ่อใหญ่แห่งเอมิเรสเตเดียมไม่ได้เกินจริง เพราะแม้ทีมไก่เดือยทองจะเคยแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในบางครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยก้าวข้ามทีมคู่กัดอย่างอาร์เซน่อลได้เลย

จนเมื่อเขามาถึง “เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่”

หลังจากความสำเร็จของแฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ในปี 2008 – 2012 สเปอร์ก็มีฟอร์มการเล่นที่ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทั้งยุคของ อังเดร วิลลัช-โบอัช และทิม เชอร์วู้ด จนพวกเขาทาบทามโค้ชไฟแรงอย่าง โปเช็ตติโน่ จากเซาแธมป์ตันได้สำเร็จ จากนั้นกราฟผลงานของทีมสีขาวจากลอนดอนก็เริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนหลาย ๆ ทีมหันกลับมาจับตามอง

การพยายามค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนผู้เล่นที่ละน้อย แก้ไขรูปแบบของทีมไปทีละจุด ผันแปรตั้งแต่ฟันเฟืองเล็ก ๆ คือสิ่งที่ โปเช็ตติโน่ทำเมื่อมาถึงไวท์ ฮาร์ท เลน นักเตะมากมายที่มีอยู่ในทีม กำลังสับสนจากการเปลี่ยนแปลงของผู้จัดการทีมถึง 2 ครั้งในรอบ 2 ปี

ก้าวแรกในการเปลี่ยนแปลง

“ผมต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพวกเขาตั้งแต่ทัศนคติก่อนลงสนาม เรื่องแทคติกหรือระบบนั้นเปลี่ยนแปลงง่าย แต่ทัศนคติเราต้องเริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะมันคือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงทีม”  กุนซือเลือดอาร์เจนไตย์กล่าวหลังพาลูกทีมลงฝึกซ้อมในวันแรก

เมื่อนักเตะส่วนเกินถูกถ่ายออกไปจากทีม ระบบการเล่นเริ่มลงตัวขึ้น ผู้เล่นหน้าใหม่ถูกอิมพอร์ตเข้ามา โปเช็ตติโน่เปลี่ยนสเปอร์จากทีมที่เคยสับสน หาแนวทางของตนเองไม่เจอ กลายเป็นทีมที่เล่นเกมรุกได้อย่างรวดเร็ว ดุดัน “พอช” สร้างนักเตะชั้นยอดหลายคนขึ้นมาประดับวงการฟุตบอลลีกอังกฤษ แฮรี่ เคน กองหน้าส่วนเกินที่ไร้การเหลียวแลมาตลอด ก้าวสู่หัวหอกหมายเลข 1 ของทีมชาติอังกฤษ เดเล่ อัลลี่ ตัวรุกจากทีมนอกลีก กลายเป็นนักเตะที่ทีมชั้นนำของยุโรปต้องการได้ตัวไปร่วมทีม

เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสันของยุคใหม่

อินเนอร์ในการคุมทีม สไตล์การเล่นเกมบุกอันร้อนแรง สายตาที่เฉียบคม ทำให้ทั้งสื่อ และแฟนบอลต่างยกให้ โปเช็ตติโน่ เป็น อเล็ก เฟอร์กูสันแห่งยุคสมัยใหม่

นอกจากจะถูกยกให้เป็นนิวเฟอร์กูสันแล้ว ว่ากันว่า บรมกุนซือแห่งปีศาจแดงหมายมั่นว่า สักวันหนึ่ง โปเช็ตติโน่ น่าจะเป็นคนที่มาสานต่อบัลลังก์ของเขาได้อย่างแน่นอน

หลังจากล้มเหลวกับการทุ่มเงินซื้อนักเตะมากมายเพื่อเปลี่ยนแปลงทีม แต่ดูเหมือนว่า โปเช็ตติโน่ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสเปอร์ไปเลย