Category Archives: ฟุตบอลต่างประเทศ

ฟาน ไดจ์ค ทำไมต้องยอมจ่าย 75 ล้านปอนด์

ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สัก 4-5 ปี คงจะไม่มีใครคาดคิดว่า ผู้เล่นในตำแหน่งกองหลังสักหนึ่งคน จะมีค่าเหนื่อยตอบแทนสูงถึง 75 ล้านปอนด์ได้ แต่หงส์แดงลิเวอร์พูลได้แสดงให้เห็นแล้วว่า สถิติกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดในประวัติศาสตร์โลกลูกหนัง จะต้องถูกเขาทำลายโดยนักแตะที่ชื่อ “เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค”

ค่าตัวอันบ้าคลั่งนี้ถูกทุ่มลงไป ด้วยความหมายมั่นปั้นมือของกุนซือเฮฟวี่เมทัล เจอร์เก้น คล็อปป์ สถิติของ ไคล์ วอล์คเกอร์ วิงแบ็คขวาที่ย้ายจากสเปอร์ ไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยจำนวนเงิน 54 ล้านปอนด์ ในหน้าร้อนปี 2017 ถูกทำลายลงภายในระยะเวลาเพียง 3 เดือน เมื่อบอสใหญ่แห่งหงส์แดง หอบสินสอดระดับสถิติโลกไปให้เซาแธมป์ตันในหน้าหนาวปีเดียวกัน เพราะเหตุใดกัน เจอร์เก้น คล็อปป์จึงกล้าทุ่มเงินมากมายขนาดนี้เพื่อกองหลังเพียงคนเดียว ที่ดูมูลค่าแล้วน่าจะซื้อได้ 3-4 คน เลย

แก้ไขจุดอ่อนสำคัญของหงส์แดง

อย่างที่แฟนบอลแทบทุกผู้รู้กัน ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่มีความโดดเด่นอย่างมากในเรื่องเกมรุก โดยเฉพาะในยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์ แต่จุดอ่อนที่สำคัญของพวกเขาคือ เกมรับ โดยเฉพาะกับการป้องกันลูกกลางอากาศ และนั้นคือจุดเด่นของฟาน ไดจ์ค ที่จะมาเติมเต็มได้

หลังสิ้นสุดฤดูกาล 2017/18 กองหลังทีมชาติเนเธอร์แลนด์ คือผู้เล่นที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้เมื่อดวลกันกลางอากาศได้มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก (นับเฉพาะผู้เล่นที่ลงสนามครบ 100 นาที) 78.4 เปอร์เซ็นต์

ช่วยให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เสียประตูจากลูกกลางอากาศน้อยมาก ๆ ทีมหนึ่งของลีก จากระยะเวลาแค่ 3 เดือน เมื่อพวกเขาได้ ฟาน ไดจ์ค มาร่วมทัพ

ศูนย์กลางในการบัญชาเกมรับ

เมื่อหมดยุคของ เจมี คาราเกอร์ , ซามี่ ฮูเปีย ก็ไม่มีกองหลังคนไหนเลยที่จะสามารถเป็นหลัก และคอยสั่งการ 4 กองหลังของทีมได้อย่างเด็ดขาด ด้วยบุคลิกอันแข็งกร้าว การอ่านเกมที่ฉะฉานของฟาน ไดจ์ค จึงเท่ากับเป็นการเติมจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญลงไปยังแนวรับของหงส์แดงในทันที

เพราะที่ผ่านมา นอกจากการป้องกันลูกกลางอากาศที่ย่ำแย่แล้ว การจัดระบบเกมรับ เป็นอีกหนึ่งอย่างที่แนวรับหงส์แดงมักจะแสดงความผิดพลาด แต่เมื่อมีผู้นำเข้ามา พวกเขาก็ลดความผิดพลาดลงอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเดินทางมาถึงตรงนี้ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค ก็ได้พิสูจน์ ให้ใคร ๆ หลายคนได้เห็นแล้วว่า เงินจำนวน 75 ล้านปอนด์ ที่หงส์แดงลิเวอร์พูลได้จ่ายไปนั้นคุ้มค่าอย่างมาก เมื่อปัญหาของทีมที่เคยคาราคาซังถูกแก้ได้ซักที

และนี่อาจจะถึงเวลาแล้วก็เป็นได้ ที่ลิเวอร์พูลจะสามารถต่อกรกับยักษ์ใหญ่ในพรีเมียร์ลีก และก้าวขึ้นมาคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สักที

 

4 ยอดดาวยิงแห่งฤดูกาลพรีเมียร์ลีก

หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดที่แอนฟิลด์ ลิเวอร์พูลเปิดบ้านเอาชนะ ไบรตันส์ไปได้ 4-0 พร้อมกับการันตีอันดับ 4 กับประตูที่ 32 ของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ปีกทีมชาติอียิปต์ และเป็นการสร้างสถิติใหญ่ของนักฟุตบอลที่สามารถยิงประตูได้มากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล หลังเปลี่ยนกฎพรีเมียร์ลีกมาเตะกัน 38 นัด และในประวัติศาสตร์ ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษในยุคปัจจุบัน มีนักเตะเพียง 4 คนเท่านั้นที่สามารถยิงประตูได้เกิน 30 ลูกใน 1 ฤดูกาล

อลัน เชียร์เรอร์ ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 1995 / 1996

นี่คือปีแรก ที่พรีเมียร์ลีกเปลี่ยนระบบการเตะจาก 42 เกม มาเป็น 38 เกม และนักเตะคนแรกที่สามารถยิงได้เกิน 30 ลูกและคว้ารางวัลดานซัลโวประจำฤดูกาลก็คือ อลัน เชียร์เรอร์ โดยสมัยนั้น เชียร์เรอร์ค้าแข้งอยู่กับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส แม้จะไม่สามารถช่วยให้ต้นสังกัดคว้าแชมป์ได้ แต่เขาก็สามารถสร้างเกียรติประวัติให้กับตนเอง

คริสเตียนโน้ โรนัลโด้ ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 2007 / 2008

           นักเตะคนต่อมาที่สามารถซัลโวในลีกเกิน 30 ประตูก็ไม่ใช่ใครที่ไหน นักเตะรางวัลบัลลงดอร์ 4 สมัยในปัจจุบัน คริสเตียนโน้ โรนัลโด้ และด้วยความยอดเยี่ยมของคริสตี้ ทำให้ปีนั้นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปได้อย่างสวยสดงดงาม และโรนัลโด้ยังสานต่อความร้อนแรงของเขา ด้วยการส่งให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถเอาชนะเชลซีและคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกได้สำเร็จ

หลุยส์ ซัวเรส ( 31 ประตู ) ฤดูกาล 2013 / 2014

ว่ากันว่าฤดูกาล 2013/2014 คือฤดูกาลที่ลิเวอร์พูลเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดก็ว่าได้ หากไม่ใช่ความผิดพลาดหรือขาดประสบการณ์ของพวกเขาเอง หงส์แดงคงเถลิงบัลลังก์แชมป์ที่รอคอยมานานได้อย่างแน่นอน เนื่องจากความร้อนแรงของ หลุยส์ ซัวเรซหัวหอกประจำทีมที่ซัลโวไปถึง 31 ประตูในฤดูกาลนั้น และนับเป็นนักเตะคนที่ 3 ที่สามารถถล่มประตูในหนึ่งฤดูกาลได้เกินเลข 30

โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ ( 32 ประตู ) ฤดูกาล 2017 / 2018

         ฤดูกาล 2017/2018 คือปีที่สถิติที่อยู่มานาน 19 ปีถูกทำลายลง เมื่อลิเวอร์พูลคว้าตัว ปีกจอมถล่มประตูอย่าง โมฮัมเหม็ด ซาลาห์ มาจาก อาแอส โรม่า และเพียงฤดูกาลแรกเท่านั้น แข้งชาวอียิปต์ก็โชว์ฟอร์มซัดไปถึง 32 ประตูในลีก ส่งให้โมซาลาห์ของแฟนหงส์แดง คว้ารองเท้าทองคำ และทำลายสถิติ 31 ประตูลงได้สำเร็จ

นับเป็นความดีความชอบของเจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือหงส์แดงที่มองเห็นถึงศักยภาพของอดีตแข้งเชลซีรายนี้ หลังจากเจ้าตัวไม่สามารถพิสูจย์ตนเองกับทีมดังจากลอนดอนได้

หลังจากนี้เราคงต้องเฝ้าติดตามว่า สถิติ 32 ประตูของโมฮัมเหม็ด ซาลาห์ จะอยู่ได้นานสักแค่ไหน

 

เยอรมันเทรนเนอร์กุนซือที่เน้น “ใจ” เป็นหลัก

ในโลกแห่งฟุตบอล มีกุนซือมากมายหลายสัญชาติ และทุกคนล้วนมีความคิด สไตล์การคุมทีมที่แตกต่างกันไป บ้างเน้นแทคติก เน้นระบบการเล่น อาศัยทักษะความสามารถของนักเตะ เช่นเดียวกับกุนซือชาวเยอรมัน พวกเขามักจะมุ่งเน้นไปยังใจ ของนักเตะเป็นอันดับแรก ๆ ในการทำทีม และจัดแผนการเล่น

เพราะใจคือเส้นทางแห่งความสำเร็จ

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือจากค่ายหงส์แดง ลิเวอร์พูล จัดเป็นเทรนเนอร์ที่นิยมชมชอบในการเล่นเกมเพรชชิ่ง แยกบอลจากเท้าคู่ต่อสู้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อดีตโค้ชใหญ่แห่งดอร์ทมุนด์ มักจะมีทีเด็ดในเรื่องหัวใจ ในการเอาชนะใชลูกทีม

หลังจากตกลงรับงานคุมทีมลิเวอร์พูล สิ่งแรกที่คล็อปป์ทำคือ เขาเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวกับทีม ทั้งสต๊าฟ ทีมงานทุกคน รวมถึงเชฟผู้ทำอาหารที่เมลวู๊ด โดยการขอให้ทุกคนเปิดใจ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเขา และสิ่งต่าง ๆ ที่เขาจะต้องรู้ในการเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล และนี่คือส่วนหนึ่งที่คล็อปป์ใช้วิธีการบริหารทีมด้วยใจ ทำความเข้าใจ เชื่อใจ และให้ใจกับทุกคน ที่มีเป้าหมายเดียวกัน คือพาทีมไปหาความสำเร็จ

ตลอดการคุมทีมหงส์แดงของเจอร์เก้น คล็อปป์ แทบไม่มีใครไหนที่โค้ชรายนี้จะออกมาตำหนินักเตะผ่านสื่อ มีแต่คอยออกตัวปกป้องเท่านั้น “ผมจะไม่ยอมตำหนิพวกเขาต่อหน้าพวกคุณ(นักข่าว)เด็ดขาด เรื่องภายในก็ต้องอยู่ภายใน เพราะถ้าเป็นผม ผมคงรู้สึกแย่ถ้าต้องโดนผู้ใหญ่ดุต่อหน้าเพื่อน ๆ” โค้ชสัญชาติเยอรมันกล่าว

เมื่อให้ใจก็จะได้ใจกลับคืน

เดวิด วากเนอร์ เทรนเนอร์จากฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ คือหนึ่งในกุนซือชาวเยอรมันที่มีสไตล์เด่นชัดในเรื่องของการคุมทีมด้วยการให้ใจกับนักเตะ “ครั้งแรกที่ผมรับงานที่นี่ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้พวกเขาผ่อนคลาย และทำความเข้าใจ หากคุณไม่เข้าใจหรือสงสัย แม้ผมจะอธิบายมันไปสัก 100 ครั้ง ผมก็เริ่มใหม่ได้ ถ้าคุณต้องการ”

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลาย ๆ ครั้ง นักเตะฮัดเดอร์สฟิลด์ ลงสนามด้วยความมุ่งมั่นทุมเท เพราะโค้ชของพวกเขาคอยกระตุ้นปลุกเร้าอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้กุนซือหนุ่มอย่าง จูเลี่ยน นาเกลส์มันน์ คือหนึ่งในกุนซือเยอรมันสไตล์ที่ใช้ความเข้าใจในการคุมทัพ ฮอฟเฟ่นไฮม์ “ความเข้าใจของนักเตะคือเรื่องสำคัญสำหรับผม พวกเขาต้องเล่นด้วยใจ ผลการแข่งขันสำหรับผม หัวใจคือส่วนสำคัญ มากกว่าแทคติกไหน ๆ”

นาเกลส์มันน์ อายุเพียง 29 เท่านั้น  ตอนเขาพาทีม ฮอฟเฟ่นไฮม์ เข้าไปเล่นในเพลย์ออฟฟุตบอลยูฟ่า แชมป์เปี้ยส์ลีก ทั้ง ๆ ที่ เขาอายุน้อยกว่านักเตะบางคนด้วยซ้ำ

จะเห็นได้ว่าความไว้ใจ เชื่อใจ และเข้าใจ คือสิ่งที่เป็นจุดเด่น ที่มีอยู่ของกุนซือสัญชาติเยอรมันแทบทุกคน

 

การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสเปอร์ “เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่”

อาร์แซน เวนเกอร์ อดีตตำนานกุนซือทีมปืนใหญ่ อาร์เซน่อล เคยออกมาหยอกล้อทีมอริร่วมเมืองทีมนี้ว่า “คุณต้องไม่เชื่อผมแน่ วันไหนที่ผมได้ดูการแข่งของสเปอร์หน้าจอทีวี ผมไม่เคยดูพวกเขาเล่นจนจบซักที ต้องเผลอหลับทุกครั้ง”

แน่นอนคำกล่าวของอดีตพ่อใหญ่แห่งเอมิเรสเตเดียมไม่ได้เกินจริง เพราะแม้ทีมไก่เดือยทองจะเคยแสดงผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในบางครั้ง แต่พวกเขาไม่เคยก้าวข้ามทีมคู่กัดอย่างอาร์เซน่อลได้เลย

จนเมื่อเขามาถึง “เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่”

หลังจากความสำเร็จของแฮร์รี่ เร้ดแน็ปป์ ในปี 2008 – 2012 สเปอร์ก็มีฟอร์มการเล่นที่ยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ ทั้งยุคของ อังเดร วิลลัช-โบอัช และทิม เชอร์วู้ด จนพวกเขาทาบทามโค้ชไฟแรงอย่าง โปเช็ตติโน่ จากเซาแธมป์ตันได้สำเร็จ จากนั้นกราฟผลงานของทีมสีขาวจากลอนดอนก็เริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนหลาย ๆ ทีมหันกลับมาจับตามอง

การพยายามค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนผู้เล่นที่ละน้อย แก้ไขรูปแบบของทีมไปทีละจุด ผันแปรตั้งแต่ฟันเฟืองเล็ก ๆ คือสิ่งที่ โปเช็ตติโน่ทำเมื่อมาถึงไวท์ ฮาร์ท เลน นักเตะมากมายที่มีอยู่ในทีม กำลังสับสนจากการเปลี่ยนแปลงของผู้จัดการทีมถึง 2 ครั้งในรอบ 2 ปี

ก้าวแรกในการเปลี่ยนแปลง

“ผมต้องเริ่มปรับเปลี่ยนพวกเขาตั้งแต่ทัศนคติก่อนลงสนาม เรื่องแทคติกหรือระบบนั้นเปลี่ยนแปลงง่าย แต่ทัศนคติเราต้องเริ่มตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะมันคือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงทีม”  กุนซือเลือดอาร์เจนไตย์กล่าวหลังพาลูกทีมลงฝึกซ้อมในวันแรก

เมื่อนักเตะส่วนเกินถูกถ่ายออกไปจากทีม ระบบการเล่นเริ่มลงตัวขึ้น ผู้เล่นหน้าใหม่ถูกอิมพอร์ตเข้ามา โปเช็ตติโน่เปลี่ยนสเปอร์จากทีมที่เคยสับสน หาแนวทางของตนเองไม่เจอ กลายเป็นทีมที่เล่นเกมรุกได้อย่างรวดเร็ว ดุดัน “พอช” สร้างนักเตะชั้นยอดหลายคนขึ้นมาประดับวงการฟุตบอลลีกอังกฤษ แฮรี่ เคน กองหน้าส่วนเกินที่ไร้การเหลียวแลมาตลอด ก้าวสู่หัวหอกหมายเลข 1 ของทีมชาติอังกฤษ เดเล่ อัลลี่ ตัวรุกจากทีมนอกลีก กลายเป็นนักเตะที่ทีมชั้นนำของยุโรปต้องการได้ตัวไปร่วมทีม

เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสันของยุคใหม่

อินเนอร์ในการคุมทีม สไตล์การเล่นเกมบุกอันร้อนแรง สายตาที่เฉียบคม ทำให้ทั้งสื่อ และแฟนบอลต่างยกให้ โปเช็ตติโน่ เป็น อเล็ก เฟอร์กูสันแห่งยุคสมัยใหม่

นอกจากจะถูกยกให้เป็นนิวเฟอร์กูสันแล้ว ว่ากันว่า บรมกุนซือแห่งปีศาจแดงหมายมั่นว่า สักวันหนึ่ง โปเช็ตติโน่ น่าจะเป็นคนที่มาสานต่อบัลลังก์ของเขาได้อย่างแน่นอน

หลังจากล้มเหลวกับการทุ่มเงินซื้อนักเตะมากมายเพื่อเปลี่ยนแปลงทีม แต่ดูเหมือนว่า โปเช็ตติโน่ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของสเปอร์ไปเลย